1mg melatonin and pregnancy

melatonin and pregnancy
การลดค่าเงินดองครั้งแรกของปี 2554 : แก้ไขปัญหาความเชื่อมั่นขณะที่เศรษฐกิจเวียดนามยังคงต้องปรับตัว

โดย 13 กุมภาพันธ์ 2554 14:57

ในช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554 ธนาคารกลางเวียดนามประกาศลดค่าเงินดองอย่างเป็นทางการลง 8.5% จากระดับ 18,932 ดองต่อดอลลาร์ฯ ที่ใช้มาตั้งแต่ 18 สิงหาคม 2553 มาอยู่ที่ 20,693 ดองต่อดอลลาร์ฯ โดยให้มีผลทันที

      พร้อมกันนี้ ธนาคารกลางเวียดนามยังประกาศลดกรอบการซื้อ-ขายเงินดองเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ รายวันลงเหลือ +/- 1% 
จากค่ากลางที่ประกาศโดยธนาคารกลางเวียดนามในแต่ละวัน จากกรอบเดิมที่ +/- 3% จากค่ากลาง ทั้งนี้ แม้ว่าการประกาศ
ลดค่าเงินดองดังกล่าว จะเป็นไปตามทิศทางที่ตลาดการเงินประเมินไว้เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าที่เรื้อรัง ตลอดจน
เพื่อให้ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของเวียดนามมีกลไกที่เป็นปกติมากขึ้น แต่เงินดองที่อ่อนค่าลงเพิ่มเติมจากการดำเนินการ
ในครั้งนี้ ก็อาจทำให้ทางการเวียดนามจำต้องเผชิญกับความเสี่ยงของประเด็นทางด้านเสถียรภาพ (ทั้งในประเทศและ
ต่างประเทศ) เพิ่มมากขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองต่อการประกาศลดค่าเงินดองของทางการเวียดนามในครั้งนี้ ดังนี้ :-
เวียดนามประกาศลดค่าเงินดอง พร้อมกับหดกรอบการซื้อ-ขายรายวัน
       การประกาศลดค่าเงินดองของทางการเวียดนาม อาจไม่ใช่เครื่องมือใหม่ของทางการเวียดนามที่นำมาใช้ในการแก้ไข
ปัญหาการขาดดุลการค้าที่เรื้อรังยาวนาน อย่างไรก็ดี การลดค่าเงินดองในครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่เครื่องชี้เศรษฐกิจของ
เวียดนามสะท้อนว่า เวียดนามกำลังเผชิญกับปัญหาเสถียรภาพทั้งในประเทศและนอกประเทศไปพร้อมๆ กัน โดย
รายละเอียดของการดำเนินการของเวียดนามครั้งนี้คือ :-
? ลดค่าเงินดองลง 8.5% สู่ระดับ 20,693 ดองต่อดอลลาร์ฯ จากระดับอ้างอิงทางการที่ 18,932 ดองต่อดอลลาร์ฯ  ที่ใช้
มาตั้งแต่ 18 สิงหาคม 2553 โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ การประกาศลดค่าเงินดองในครั้งนี้ นับเป็นการลดค่าเงินครั้งที่ 6 ใน
รอบประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ หากเทียบจากการเคลื่อนไหวของค่าเงิน ผลของการประกาศลดค่าเงินในรอบนี้ มีผลทำให้
เงินดองอ่อนค่าลงประมาณ 7% และทำให้ความแตกต่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดและตลาดทางการหดแคบลง
อย่างมีนัยสำคัญ
? ปรับกรอบการเคลื่อนไหวรายวันเป็น +/- 1% จากค่ากลางที่ประกาศโดยธนาคารกลางเวียดนามในแต่ละวัน จากเดิม
ที่สามารถเคลื่อนไหวในกรอบ +/- 3% จากค่ากลางอ้างอิงทางการ
? ธนาคารกลางเวียดนามระบุว่า จะติดตามการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในระยะ
ข้างหน้า
ต้นเหตุของการลดค่าเงินดอง 
? เงินดองในตลาดมืดอ่อนค่าแซงอัตราอ้างอิงของทางการมากถึง 6-7% ซึ่งทำให้ภาพความผิดปกติของตลาดอัตราแลก
เปลี่ยนในเวียดนามรุนแรงขึ้น ซึ่งย่อมจะมีผลต่อเนื่องมาบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อค่าเงินดอง ดังนั้น
เพื่อแก้ไขความผิดปกติของกลไกการปริวรรตเงินตรา และการแยกออกจากกันของตลาดทางการและตลาดมืด ธนาคารกลาง
เวียดนามจึงประกาศลดค่าเงินลงถึง 8.5% ในครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นการลดค่าเงินครั้งที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา
(เป็นอย่างน้อย)
เงินด่อง.jpg
การขาดดุลการค้ายังคงเป็นปัญหาเรื้อรัง แม้ทางการเวียดนามจะประกาศลดค่าเงินดองอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปี
ที่ผ่านมา (มีการประกาศลดค่าเงินดองรวมทั้งสิ้นกว่า 20% นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2551 เป็นต้นมา) และเศรษฐกิจ
โลกก็ทยอยฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยตามลำดับ แต่ปัญหาการขาดดุลการค้าของเวียดนามที่เรื้อรังยาวนาน (นับตั้งแต่วิกฤต
ต้มยำกุ้งเป็นต้นมาเป็นอย่างน้อย) ยังคงมีแนวโน้มเกิดขึ้นต่อเนื่องอีกในช่วงปี 2554 ซึ่งทำให้ปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อค่าเงินดอง
ของเวียดนามให้ภาพที่ค่อนข้างอ่อนแอ
? ความเชื่อมั่นที่มีต่อค่าเงินดองยังไม่ฟื้นตัวขึ้น นอกจากปัญหาการขาดดุลการค้าจะส่งผลกดดันค่าเงินดองแล้ว ความเชื่อมั่น
ที่มีต่อค่าเงินดองยังถูกบั่นทอนจากหลายๆ ปัจจัย ประกอบด้วย ยอดขาดดุลงบประมาณในระดับสูง ทุนสำรองระหว่างประเทศ
ที่อยู่ในระดับต่ำที่สามารถรองรับการนำเข้าได้ในระยะเวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น (ทุนสำรองระหว่างประเทศของเวียดนามอยู่ที่
13.6 พันล้านดอลลาร์ฯ ณ สิ้นปี 2553 จากระดับ 16.8 พันล้านดอลลาร์ฯ และ 24.2 พันล้านดอลลาร์ฯ ณ สิ้นปี 2552 และ
ปี 2551 ตามลำดับ) และการพุ่งขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ซึ่งทำให้คนเวียดนามรู้สึกว่า ควรสะสมความมั่งคั่งในรูป
ทองคำดีกว่าสกุลเงินในประเทศที่ยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่า และมีอำนาจซื้อลดลงจากผลของเงินเฟ้อสูงในเวียดนาม
      ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อของเวียดนามที่กลับมาเร่งตัวสูงขึ้นในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของแรง
กดดันเงินเฟ้อภายในประเทศจากปัจจัยกดดันภายนอกประเทศ (Imported Inflation) โดยการลดค่าเงินดอง 3 ครั้งในรอบ
1 ปีที่ผ่านมา และราคาสินค้าโภคภัณฑ์/ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ส่งผลซ้ำเติมให้ภาพของแรงกดดันเงินเฟ้อ
เวียดนามทวีความรุนแรงขึ้น
แนวโน้มค่าเงินดองที่อ่อนแอ และการลดค่าเงินหลายครั้ง : นัยต่อประเด็นเศรษฐกิจมหภาค
      เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจของเวียดนามค่อนข้างมีความซับซ้อน และมีความเชื่อมโยงกันระหว่างความไม่มีเสถียรภาพ
ในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้น การประกาศลดค่าเงินดองหลายครั้งต่อเนื่อง และอาจมีแนวโน้มต้องปรับลดค่าเงินดองอีก
ในระยะข้างหน้า จะเป็นตัวกระตุ้นให้การแก้ไขปัญหาโดยสมบูรณ์ทำได้ยาก โดยนอกจากการลดค่าเงินดองจะซ้ำเติมให้แรง
กดดันเงินเฟ้อของเวียดนามมีภาพที่ชัดเจนขึ้นแล้ว ยังอาจมีผลต่อเนื่องมากดดันให้สถานะเสถียรภาพต่างประเทศของ
เวียดนามอ่อนแอลงไปอีกด้วย
? การลดค่าเงินดองย้ำภาพแรงกดดันเงินเฟ้อ และอาจไม่ช่วยลดยอดขาดดุลการค้าได้มากนัก การลดค่าเงินดองถึง 8.5% 
จากระดับอ้างอิงทางการในวันทำการก่อนหน้าของทางการเวียดนามในครั้งนี้ ดูเหมือนเป็นการเทน้ำหนักให้กับการแก้ไข
ปัญหาการขาดดุลการค้าที่เรื้อรัง และมุ่งเป้าหมายในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมๆ กับแก้ไขความผิดปกติ
ของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของเวียดนาม โดยละปัญหาเงินเฟ้อและการรักษาเสถียรภาพในประเทศให้มีความสำคัญใน
ลำดับรองลงมา
      ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินดองย่อมทำให้ราคา/มูลค่าของสินค้านำเข้าสูงขึ้น ซึ่งนอกจากจะทำให้กลไกการส่งผ่านของ
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (ราคาวัตถุดิบ ทองคำ และน้ำมัน) ในตลาดโลก มีผลย้อนกลับมาหนุนอัตราเงินเฟ้อในประเทศแล้ว
ยังอาจทำให้ปัญหาการขาดดุลการค้าเรื้อรังต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากปริมาณการนำเข้าสินค้าไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
? การลดค่าเงินดองอาจทำให้ภาระหนี้ต่างประเทศสูงขึ้น การลดค่าเงินดองของเวียดนามอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถ
ในการชำระหนี้ต่างประเทศทั้งของรัฐบาลและเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในประเทศยังคง
สะท้อนภาพของความไม่เชื่อมั่นในค่าเงินดองอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ อาจเป็นโชคดีของเวียดนามที่หนี้ต่างประเทศเกิดขึ้นจาก
ฝั่งของภาครัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ไม่เหมือนประสบการณ์ของไทยปี 2540 ที่หนี้ต่างประเทศส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากภาคเอกชน
อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อภาระการคลังของรัฐบาลเวียดนามก็อาจเป็นสถานการณ์ที่ยากจะหลีกเลี่ยง 
      ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้การทยอยลดค่าเงินดองตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดดุล
การค้าลงได้บางส่วน ขณะที่ การประกาศอัตราอ้างอิงเงินดองให้อ่อนค่าลงถึง 8.5% ในครั้งนี้ ได้ทำให้ความแตกต่างระหว่าง
ค่าเงินในตลาดมืดและตลาดทางการลดน้อยลง อย่างไรก็ดี การดำเนินการแก้ไขปัญหาเสถียรภาพต่างประเทศ (ปัญหาการ
ขาดดุลการค้า) ผ่านเครื่องมืออัตราแลกเปลี่ยนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับกรณีที่เศรษฐกิจภายในประเทศก็
กำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อสูงในเวลาเดียวกัน เพราะการอ่อนค่าของค่าเงินดองแม้อาจหนุนสถานะดุลการค้า แต่ก็จะส่งผล
ย้อนกลับมาหนุนเงินเฟ้อในประเทศด้วยเช่นกัน ซึ่งย่อมจะทำให้เครื่องชี้วัดเสถียรภาพของประเทศยังคงอยู่ในฐานะอ่อนแอ
และมีความอ่อนไหว/เปราะบางต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงอีกในระยะข้างหน้า ดังนั้น ทางการเวียดนามควร
ปล่อยให้ค่าเงินดองเคลื่อนไหวได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อสะท้อนความอ่อนแอของปัจจัยพื้นฐานของประเทศ นอกจากนี้
ก็ควรเร่งผลักดันมาตรการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อที่มีประสิทธิภาพออกมาในเวลาเดียวกัน
บทสรุป : การลดค่าเงินดองมีผลจำกัดต่อทิศทางเงินบาทและเงินในภูมิภาค  
       โดยสรุปแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความอ่อนแอของฐานะดุลการค้าของเวียดนาม ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับความ
ไม่มีเสถียรภาพของค่าเงิน และการทรงตัวสูงของอัตราเงินเฟ้อในประเทศนั้น เป็นภาพที่แตกต่างไปจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
ของประเทศอื่นๆ ในเอเชียอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น การอ่อนค่าของเงินดองเวียดนามจากความอ่อนแอของปัจจัยพื้นฐานของ
ตนเอง ไม่น่าที่จะมีผลเชื่อมโยงมากำหนดทิศทางของสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียและเงินบาท
      ทั้งนี้ ประเทศเอเชียส่วนใหญ่และไทย เป็นประเทศที่มีฐานะดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล และ/หรือไม่ได้
อยู่ในสถานะที่ขาดดุลเรื้อรังยาวนานแบบในเวียดนาม ขณะที่ ธนาคารกลางหลายๆ ประเทศในเอเชียรวมถึงธนาคารแห่ง
ประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้เริ่มวัฏจักรการคุมเข้มนโยบายการเงินด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือทยอยส่ง
สัญญาณเตรียมหมุนขั้วนโยบายการเงิน (อาทิ ธนาคารกลางฟิลิปปินส์) เพื่อมาดูแลประเด็นเสถียรภาพของระดับราคาใน
ประเทศ [อันเป็นภารกิจสำคัญในยามที่แรงกดดันเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลัง
พัฒนา] บ้างแล้วในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น ผลกระทบจากระลอกของการลดค่าเงินดองของเวียดนาม ต่อทิศทางของสกุลเงิน
ในภูมิภาคจึงมีค่อนข้างจำกัด และการอ่อนค่าของสกุลเงินเอเชียหลายสกุลนับจากต้นปี 2554 เป็นต้นมานั้น น่าจะเป็นผล
มาจากการปรับสถานะการลงทุนในตลาดการเงินเอเชียของนักลงทุนต่างชาติ และทิศทางของเงินดอลลาร์ฯ ที่กลับมาได้
รับแรงหนุนจากโมเมนตัมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่สะท้อนแนวโน้มที่ทยอยดีขึ้นของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2554
อย่างไรก็ดี เครือธนาคารกสิกรไทยมองว่า ยังคงมีความเป็นไปได้ที่เงินบาทจะแข็งค่ากลับมาที่ระดับ 29.00 บาทต่อ
ดอลลาร์ฯ ในช่วงสิ้นปี 2554 ตามที่ได้ประเมินไว้
       ทั้งนี้ คงต้องยอมรับว่า การอ่อนค่าของเงินดองที่มากถึง 8.5% จากผลของการปรับลดค่าเงินภายในครั้งเดียวนั้น 
อาจช่วยหนุนสถานะความได้เปรียบของค่าเงินดองเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเชียอื่นๆ ที่อ่อนค่าในอัตราที่น้อยกว่านับจาก
ต้นปี 2554 ที่ผ่านมา อาทิ เงินดอลลาร์นิวซีแลนด์อ่อนค่า 2.4% เงินบาทอ่อนค่า 2.2% เงินดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อน
ค่า 2.1% เงินรูปีอินเดียอ่อนค่า 2.1% เงินวอนเกาหลีใต้อ่อนค่า 0.5% และเงินเปโซฟิลิปปินส์อ่อนค่า 0.4% แต่กระนั้น
ก็ดี การวัดศักยภาพในการแข่งขันจากความได้เปรียบของอัตราแลกเปลี่ยนอาจทำให้สะท้อนภาพที่คลาดเคลื่อนจาก
ความเป็นจริง เพราะยังคงมีปัจจัยอื่นๆ ที่น่าจะมีผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออก และความสามารถในการแข่งขันของ
ประเทศ และการสะท้อนภาพโดยสมบูรณ์ก็อาจจะต้องพิจารณาหลากหลายปัจจัยประกอบเข้าด้วยกัน อาทิ สินค้าเกษตร
ที่เป็นกลุ่มสินค้าส่งออกหลักของเวียดนาม ก็อาจจะต้องพิจารณาความสามารถของการแข่งขันลงไปในระดับคุณภาพ
ของสินค้าแต่ละประเภท ขณะที่ เงื่อนไขอื่นๆ อาทิ ความเพียงพอของปริมาณสินค้าเกษตรจากเวียดนามที่สามารถรอง
รับอุปสงค์ที่เพิ่มสูงขึ้นจากต่างประเทศ ก็อาจมีผลในการกำหนดความสามารถในการแข่งขันด้วยเช่นกัน

จำนวนคนอ่าน 7737  คน

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

:: โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางโลกการค้าออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวด

พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ มีตัวหนังสืออยู่ในรูปภาพนี้