ส่งออกไตรมาสแรกยังสดใส …

โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 23 กุมภาพันธ์ 2554 18:28

การส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2554 ยังคงเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับเครื่องชี้กิจกรรมการผลิตในภูมิภาคสำคัญต่างๆ ที่ยังขยายตัวสูง ซึ่งคาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงของประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ และจีน จะยังคงเป็นปัจจัยหนุนการส่งออกของไทยในไตรมาสแรกให้ขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง

      การส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2554 ยังคงเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับเครื่องชี้กิจกรรมการผลิต
ในภูมิภาคสำคัญต่างๆ ที่ยังขยายตัวสูง ซึ่งคาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงของประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ
และจีน จะยังคงเป็นปัจจัยหนุนการส่งออกของไทยในไตรมาสแรกให้ขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่
อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับการส่งออกของไทยในระยะข้างหน้า ที่สำคัญคือ ปัญหาต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้น
โดยเฉพาะต้นทุนการผลิต ที่เพิ่มขึ้นทั้งต้นทุนวัตถุดิบ แรงงาน พลังงาน ตลอดจนต้นทุนการเงิน จากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่
ในช่วงขาขึ้น ซึ่งปัจจัยกดดันต่อต้นทุนอาจยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า
      ขณะเดียวกัน ในด้านอุปสงค์อาจต้องจับตาผลที่จะตามมาจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางหลาย
ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ซึ่งยิ่งแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มสูงมากขึ้น ก็จะยิ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้วัฏจักรขาขาขึ้นของ
อัตราดอกเบี้ยของประเทศเหล่านี้มีขนาดและระยะเวลาที่ยืดออกไป รวมทั้งจะทำให้การเริ่มต้นของวัฏจักรการปรับขึ้น
ดอกเบี้ยในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ยูโรโซนและสหรัฐฯ เกิดเร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ 
การส่งออกในไตรมาสแรกมีแนวโน้มเติบโตประมาณ 17% 
       ในเดือนมกราคม 2554 การส่งออกของไทยยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่า 16,747 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัว
ร้อยละ 22.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Year-on-Year) เร่งสูงขึ้นจากร้อยละ 18.8 ในเดือนก่อนหน้า ส่วน
การนำเข้ามีมูลค่า 16,078 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวร้อยละ 33.3 เร่งตัวจากร้อยละ 11.5 ในเดือนก่อน การนำเข้าที่พุ่ง
ทะยานสูงขึ้นทำให้ดุลการค้าในเดือนมกราคมขาดดุล 856.8 ล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นการกลับมาขาดดุลครั้งแรกในรอบ
6 เดือน
      ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักที่ยังคงมีการฟื้นตัวได้ดี ประกอบกับค่า
เงินบาทที่อ่อนค่าลงกว่าช่วงปลายปีที่ผ่านมา น่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้การส่งออกของไทยในไตรมาสแรกขยายตัวค่อน
ข้างสูงประมาณร้อยละ 17 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) อย่างไรก็ตาม อัตราการขยายตัวของการส่งออก
รายเดือนอาจจะเห็นตัวเลขที่แกว่งตัวค่อนข้างมาก เนื่องจากฐานเปรียบเทียบแต่ละเดือนในปีที่ผ่านมาตัวเลขมีการ
ผันผวนสูง เช่น ในเดือนมีนาคม 2554 อาจเห็นอัตราการขยายตัวของการส่งออกเติบโตต่ำกว่าร้อยละ 10 เป็นครั้งแรก
ในรอบ 17 เดือน รวมทั้งเดือนมิถุนายน ซึ่งในปี 2553 เป็นเดือนที่การส่งออกของไทยพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ทั้งมูลค่าและอัตราการขยายตัว(ที่มูลค่า 18,038 ล้านดอลลาร์ฯ และอัตราการขยายตัวร้อยละ 46.3) ซึ่งคงทำให้ตัวเลข
ในเดือนมิถุนายน 2554 ขยายตัวค่อนข้างต่ำในรูปดอลลาร์ฯ และอาจเห็นการส่งออกในรูปบาทเป็นตัวเลขติดลบได้
ส่งออก1.jpg
      โดยรวมทั้งปี 2554 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงคาดการณ์อัตราการเติบโตของการส่งออกเท่าเดิมคือร้อยละ 8.0-12.0 
แต่ปรับเพิ่มการเติบโตของการนำเข้าเป็นร้อยละ 12.0-17.0 เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงกว่าที่เคย
คาดการณ์ไว้ จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบอาจมีค่าเฉลี่ย
ประมาณ 92.0-100.0 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ดุลการค้าทั้งปี คาดว่าจะยังคงเกินดุล แต่เป็นระดับที่ลดลงมาอยู่ที่
4,700-8,200 ล้านดอลลาร์ฯ จากที่เกินดุลสูง 12,905 ล้านดอลลาร์ฯ ในปีก่อน (ตามฐานศุลกากร ซึ่งแตกต่างกับฐาน
ดุลการชำระเงินที่รายงานโดยธนาคารแห่งประเทศไทย) โดยเป็นผลมาจากการนำเข้าที่เร่งตัวสูงกว่าการส่งออก
ส่งออก2.jpg
สินค้าส่งออกดาวรุ่ง ... รถยนต์ เกษตรและอาหาร ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี 
       กลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะเป็นตัวนำการส่งออกในปีนี้ อันดับแรก ได้แก่ ยานยนต์และส่วนประกอบ ซึ่งค่ายรถยนต์
ที่มีฐานการผลิตในประเทศไทยต่างมีเป้าหมายเพิ่มการผลิต รวมทั้งบางโรงงานที่มีการขยายการลงทุนจะเริ่มต้นผลิต
ได้ในปีนี้ ซึ่งจะทำให้การส่งออกรถยนต์ของไทยยังขยายตัวสูง ดังที่เห็นได้จากเดือนมกราคมที่ผ่านมา สินค้าหมวด
รถยนต์และส่วนประกอบเปิดยอดต้นปีด้วยการแซงหน้านำหมวดคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบขึ้นเป็นสินค้า
ส่งออกอันดับ 1 ของไทย และเป็นที่น่าจับตามองว่ายอดส่งออกรถยนต์และส่วนประกอบทั้งปีนี้จะสามารถก้าวขึ้นมา
เป็นอันดับ 1 ได้หรือไม่ จากที่เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบครองอันดับนี้มายาวนานเกือบ 15 ปี
สำหรับสินค้าเกษตรและอาหาร หลายกลุ่มน่าจะได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางผลผลิตในตลาด
โลกที่ตึงตัว จึงน่าจะเป็นความหวังสำคัญที่จะช่วยผลักดันการส่งออกในปีนี้ ส่วนกลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
และปิโตรเคมี คาดว่าจะมีกำลังการผลิตใหม่เริ่มเข้าสู่ระบบและหนุนการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้เช่นกัน
ส่งออก54 3.jpg 
หวั่นต้นทุนกระทบ Margin ผู้ส่งออก 
       ในปี 2553 ที่ผ่านมา ราคาส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 ในรูปดอลลาร์ฯ แต่ลดลง 2.0
ในรูปบาท โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้าย ราคาส่งออกในรูปบาทลดลงกว่าร้อยละ 5
      แต่ขณะเดียวกัน ต้นทุนปัจจัยการผลิตสะท้อนจากดัชนีราคาผู้ผลิตเฉลี่ยในปี 2553 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 9.4 และ
เพิ่มกว่าร้อยละ 6 ในไตรมาสสุดท้ายของปี ภาวะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นในขณะที่ราคาสินค้าในรูปบาท ซึ่งสะท้อน
รายได้ที่ผู้ส่งออกไทยได้รับจริงกลับหดตัวลงนี้ แสดงถึงแรงบีบคั้นที่กลับมาที่รายได้และกำไรของผู้ประกอบการ
      สำหรับในปี 2554 ต้นทุนการดำเนินธุรกิจหลายด้านขยับขึ้น โดยเฉพาะด้านวัตถุดิบและพลังงาน ขณะที่ค่าจ้าง
แรงงานและอัตราดอกเบี้ยก็มีการปรับเพิ่มขึ้น และแนวโน้มต้นทุนต่างๆ ที่ยังอาจปรับสูงขึ้นไปอีกอาจส่งผลกระทบต่อ
อัตรากำไร หรือมาร์จิน ของผู้ส่งออกไทย เนื่องจากผู้ผลิตมีอำนาจต่อรองในการปรับขึ้นราคาไม่มากนัก ขณะที่คู่แข่ง
สำคัญคือเวียดนามมีการลดค่าเงินด่องลงอีกร้อยละ 8.5 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อันจะยิ่งทำให้ผู้ส่งออกไทย
เผชิญแรงกดดันการแข่งขันด้านราคามากขึ้น
ส่งออก 54 5.jpg
จับตาผลของมาตรการคุมเข้มทางการเงินในประเทศแถบเอเชีย
       แม้ว่าเครื่องชี้เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยยังเติบโตได้ดี แต่ความพยายามในการควบคุมเงินเฟ้อที่
สูงเกินระดับเป้าหมายของทางการ ทำให้ธนาคารกลางหลายชาติในเอเชียแปซิฟิคทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ไม่ว่าจีน อินเดีย ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมทั้งไทยด้วยเช่นกัน นอกจากกลไกดอกเบี้ย
แล้ว ยังมีการใช้มาตรการ เช่น การเพิ่มสัดส่วนสำรองของธนาคารพาณิชย์  และการออกเกณฑ์ควบคุมการปล่อย
สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์
 ส่งออก6 copy.jpg
      ระยะต่อจากนี้ เป็นที่คาดหมายว่าธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ยังจำเป็นต้องดำเนินมาตรการควบคุมเงินเฟ้อที่
เข้มข้นขึ้นต่อไป ซึ่งผลของมาตรการดังกล่าวน่าจะปรากฏชัดขึ้นในระยะไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเงิน
เฟ้อพุ่งแรงกว่าที่คาด อาจทำให้ธนาคารกลางในประเทศเอเชียต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในจำนวนครั้งและขนาดที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อในกลุ่มยูโรโซนที่สูงเกินเป้าหมายที่ร้อยละ 2 ทำให้ตลาดมีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป
หรือ ECB อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดการณ์เดิม ส่วนธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED ที่แม้ยังคงยืนยันท่าที
ดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE2 (Quantitative Easing) ตามกรอบเวลาเดิมคือถึงเดือนมิถุนายน 2554
แต่ก็มีเสียงสะท้อนถึงความกังวลต่อเงินเฟ้อที่ก่อตัวขึ้น ทั้งนี้ โดยปัจจัยด้านภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงเองก็มีผลต่ออำนาจซื้อ
ของผู้บริโภคโดยตรงอยู่แล้ว แต่ผลในทางอ้อมที่จะกดดันให้อัตราดอกเบี้ยต้องปรับขึ้น จะส่งผลโดยอ้อมไปสู่สภาพ
คล่องและอำนาจซื้อของภาคครัวเรือนอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าชะลอตัว ก็ย่อมส่งผลต่อเนื่อง
มาถึงการส่งออกของไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
       โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักและการอ่อนตัวลงของค่าเงิน
บาทระยะนี้ น่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้การส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 1/2554 ขยายตัวค่อนข้างสูงที่ประมาณร้อยละ 17
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) อย่างไรก็ตาม อัตราการขยายตัวของการส่งออกรายเดือนอาจแกว่งตัวสูง
โดยมีบางเดือนที่การส่งออกในรูปดอลลาร์ฯ อาจขยับลงมาเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียว ขณะที่การส่งออกในรูปบาทอาจ
เป็นตัวเลขติดลบ แต่ภาพรวมทั้งปีน่าจะยังคงขยายตัวเป็นบวก โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงคาดการณ์อัตราการเติบโต
ของการส่งออกในปี 2554 ไว้เช่นเดิมที่ร้อยละ 8.0-12.0 แต่ปรับเพิ่มอัตราการขยายตัวของการนำเข้าเป็นร้อยละ
12.0-17.0 เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ สินค้าส่งออกที่คาดว่าจะเป็นแรง
ขับเคลื่อนสำคัญสำหรับการส่งออกในปีนี้ ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ สินค้าเกษตร อาหาร อุปกรณ์ไฟฟ้าและ
อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี สำหรับดุลการค้า แม้ขาดดุลในเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่คาดว่าทั้งปีจะยังคงเกินดุล
แต่เป็นระดับที่ลดลงมาอยู่ที่ 4,700-8,200 ล้านดอลลาร์ฯ จาก 12,905 ล้านดอลลาร์ฯ ในปีก่อน (ตามฐานศุลกากร)
      ปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือ ภาวะราคาสินค้าที่พุ่งสูง ซึ่งราคาวัตถุดิบและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
อย่างมาก โดยเฉพาะความกังวลต่ออุปทานน้ำมันที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาเสถียรภาพทางเมืองในภูมิภาค
ตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งล่าสุดได้ส่งผลให้การผลิตน้ำมันในลิเบีย ได้รับผลกระทบ ซึ่งลิเบียเป็นประเทศผู้ผลิต
น้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของทวีปแอฟริกาเหนือ และอันดับ 9 ในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OPEC มีการผลิต
น้ำมันประมาณ 1.69 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมกราคม 2554 ซึ่งสถานการณ์ที่อยู่เหนือความคาดหมายดังกล่าว
เมื่อประกอบกับการปรับขึ้นค่าจ้างและอัตราดอกเบี้ยที่ขยับขึ้น ล้วนแต่มีผลต่อต้นทุนของผู้ส่งออก ในขณะที่ผู้ส่งออก
ไทยมีอำนาจในการเจรจาต่อรองปรับราคาได้ค่อนข้างจำกัด ทำให้อัตรากำไร หรือมาร์จินอาจลดลง นอกจากนี้
แนวโน้มแรงกดดันเงินเฟ้อที่มีเพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงจะกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ยังมีผลต่อทิศทาง
นโยบายการเงินของชาติต่างๆ ที่อาจเป็นไปในลักษณะที่คุมเข้มกว่าที่คาดได้หากเงินเฟ้อพุ่งแรงเกินไป ซึ่งการปรับ
ขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็จะมีผลต่อความสามารถในการกู้ของภาคครัวเรือน และมีผลไปถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภคให้
ชะลอตัว ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในท้ายที่สุดได้ 

จำนวนคนอ่าน 4744  คน

ความคิดเห็น

  • fanhtrnxo เขียน :

    cialis cena lekarna

    koupit cialis v praze go
    4LLeGA , [url=http://aycioriovakh.com/]aycioriovakh[/url], [link=http://srcvjzrkcasm.com/]srcvjzrkcasm[/link], http://npnfpeqfihjc.com/

  • kzfnlkihmsi เขียน :

    pF9Pzt , [url=http://kipnwiwyxpab.com/]kipnwiwyxpab[/url], [link=http://ixrtvgzccklh.com/]ixrtvgzccklh[/link], http://uzttyyyzwphk.com/

  • Larisa เขียน :

    Well maacadmia nuts, how about that.

แสดงความคิดเห็น

:: โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางโลกการค้าออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวด

พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ มีตัวหนังสืออยู่ในรูปภาพนี้