รัฐ 7 สาวน้อย ตลาดใหม่สินค้าไทย

โดย 21 มีนาคม 2554 18:50

รัฐอัสสัมซึ่งว่ากันว่าเป็นพื้นที่แรกที่มีการขุดเจอน้ำมันใต้พื้นดิน พื้นที่ทางการเกษตรก็อุดมสมบูรณ์ รอเพียงการจัดวางให้ลงตัวเท่านั้น ยิ่งทั้ง 7 รัฐเขาประกาศพัฒนาเป็นเครือข่ายร่วมกันในนาม North East India ด้วยแล้ว หากทำได้จริง ในอนาคตภูมิภาคนี้จะกลายเป็นตลาดการค้าแห่งใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

      การเดินทางไปเยือนรัฐ 7 สาวน้อยของนิตยสารโลกการค้า ภายใต้การนำทีมของ “ธราดล ทองเรือง” อนุกรรมาธิการ
การเชื่อมโยงภูมิภาค คณะกรรมาธิการการค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน พม่า-อินเดีย สภาผู้แทนราษฎร และอดีต
ทูตพาณิชย์ไทยประจำประเทศอินเดีย
นับเป็นการเปิดตลาดการค้าครั้งสำคัญ เพราะเราเองก็เพิ่งเคยได้ยินชื่อนี้
ตลาดในตัวเมืองที่เริ่มมีความเจริญ.jpg
       “รัฐ 7 สาวน้อย”  เป็นภาครัฐในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ประกอบด้วย 7 รัฐสำคัญคือ รัฐอรุณาจัล 
(ARUNACHAL) รัฐมณีปุระ (MANIPUR) รัฐมิโซรั่ม (MIZORAM) รัฐตริปุระ (TRIPURA) รัฐอัสสัม (ASSAM) รัฐเมฆกัลยา
(MAGHALAYA) และรัฐนากาแลนด์ (NAGALAND) หรือเรียกรวมกันว่ารัฐ 7 สาวน้อย (อ่านรายละเอียดสัมภาษณ์พิเศษ ธราดล
ทองเรือง)
      ด้วยการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้นำโดยไกด์ทัวร์มืออาชีพ แต่เป็นการวมตัวของคนที่อยากไปสัมผัสกับดินแดนที่หลบซ่อน 
ดังนั้น จึงมีความทุลักทุเลพอสมควร ประกอบกับการเดินทางไม่ได้สะดวกสบายเหมือนการเดินทางไปยังภูมิภาคที่เจริญแล้ว
ไม่มีสายการบินตรง เราต้องโดยสารสายการบินเจ็ทแอร์ไปลงยังสนามบินกัลกาตา ใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง จากนั้นรอ
ต่อเครื่องจากสนามบินกัลกาตาเพื่อไปลงยังสนามบินกูวาฮาติ รัฐอัสสัม โดยใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 1.30 ชั่วโมง รวมเวลา
การเดินทาง 4 ชั่วโมงพอดิบพอดี (ไม่นับช่วงเวลารอต่อเครื่องอีกประมาณ 2 ชั่วโมง)
กัลกาตา เมืองที่กำลังเติบโต
      เมื่อเราไปถึงสนามบินกัลกาตา สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือคนอินเดียจำนวนมากแออัดยัดเยียดกันอยู่หน้าสนามบิน
ทางออก โดยเว้นช่องว่างเพียงแค่ให้เราเคลื่อนรถเข็นใส่กระเป๋าออกไปได้เท่านั้น แม้ว่าแถวหน้าสุดของกลุ่มคนที่ยืนเบียด
เสียดกันอยู่นั้นจะมีทหารถือปืนอยู่ฝั่งละคน แต่ถ้าหากมีใครสักคนร้องตะโกนให้เกิดความตกใจขึ้นมาละก้อ ความโกลาหล
จะเกิดขึ้นทันที และอาจมีการเหยียบกันตายแน่นอน เราได้ยินเสียงตะโกนไล่หลังว่า “อย่าให้พวกนั้นหยิบกระเป๋าจากรถเข็น
เด็ดขาด” ตอนแรกคิดว่าเขามาประท้วงเหตุการณ์อะไรบางอย่าง แต่บางคนบอกว่าเขามารอรับของบริจาค
      กว่าจะหลุดรอดฝูงชนออกมาได้ก็ทำเอาอกสั่นขวัญหาย สมาชิกทีมเรา 28 ชีวิตเข็นรถเข็นใส่กระเป๋าเดินกึ่งวิ่งตามกัน
ไปยังสนามบินภายในประเทศที่อยู่ห่างออกไปไม่มากนัก เพื่อรอต่อเครื่องไปยังสนามบินกูวาฮาติ รัฐอัสสัม จะว่าไปแล้ว
เมืองกัลกาตาไม่ใช่เมืองอดอยากแร้นแค้น แต่เป็นเมืองขนาดใหญ่ของรัฐเบงกอล ที่กำลังโตวันโตคืน สิ่งปลูกสร้างผุดขึ้น
เป็นดอกเห็ด และยังมีพื้นที่ว่างเปล่าเตรียมเนรมิตเมืองใหม่อีกมากมาย ราคาซื้อขายที่ดินในเมืองนี้ตารางฟุตละ 800 บาท
นักธุรกิจไทยคนไหนอยากไปลงทุนรัฐบาลเขาเปิดกว้างเต็มที่
โชว์ห่วยที่เห็นอยู่ทั่วไป.jpg
      สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในเมืองกัลกาตาก็คืออาคารสถาปัตยกรรมของอังกฤษที่มีอยู่มากมาย ซึ่งรัฐบาลอังกฤษมาสร้างไว้
หลังจากเข้ายึดและปกครองอินเดียเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน แม้กระทั่งรถแท็กซี่ที่วิ่งอยู่ในปัจจุบันก็เป็นแท็กซี่รุ่นดั้งเดิมที่
อังกฤษนำเข้ามาเมื่อกว่า 70 ปีก่อน เป็นเมืองที่มองด้วยตาเปล่าแล้วต้องบอกว่าเจริญมากทีเดียว แต่ก็มีคนจนผสมอยู่ไม่น้อย
ตามอาคารริมถนนบางแห่งจึงมีคนอินเดียที่ไร้ที่อยู่อาศัยนอนเกลื่อนกราด บ้างก็หุงหาอาหารกินกันตรงนั้นเลย
รัฐอัสสัม ต้นกำเนิดจากไทย
      เมื่อได้เวลาเครื่องบินออกเราก็เหินฟ้ามุ่งตรงสู่สนามบินกูวาฮาติ ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐอัสสัม หนึ่งในรัฐ 7 สาวน้อย ซึ่งรัฐอัสสัม
นี้มีความผูกพันกับคนไทยมาก เนื่องจากกลุ่มคนกลุ่มแรกที่เข้ามาบุกเบิกก่อตั้งรัฐนี้ก็คือกลุ่มชาวไทยอาหม ซึ่งอพยพไปจาก
ทางตอนเหนือของพม่า และ เสือ กา ฟ้า หรือ สุ กา ฟ้า เป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองนี้
คนรุ่นเก่าในเมืองนี้บางคนยังพูดภาษาไทยได้ เพราะพ่อแม่สอนให้พูดภาษาไทย แต่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษ
เป็นหลัก
      หลังลงจากสนามบินเราเดินทางต่อไปยังมหาวิทยาลัยดอนบอสโกซึ่งใช้เป็นที่พักรับรอง มหาวิทยาลัยดอนบอสโกที่นี่
เป็นเครือข่ายเดียวกับดอนบอสโกบ้านเรานั่นเอง เป็นสถานที่พักซึ่งต้องบอกว่าสวยงามมาก ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำพรหมบุตร
ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาหิมาลัย จึงถือเป็นแม่น้ำสายหนึ่งซึ่งชำระบาปได้ หากมีการจัดเทศกาลกินปลาและชำระบาป
ริมแม่น้ำพรหมบุตรบริเวณนี้ก็ไม่แน่ว่าอาจกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับท็อปฮิตของโลก
      ใกล้กับมหาวิทยาลัยดอนบอสโกเป็นตลาดเล็กๆมีร้านขายของอยู่ประมาณ 5-6 ร้าน อาทิ ร้านขายของชำ ร้านขายยา 
ร้านขายเมล็ดพันธุ์พืช เป็นตลาดที่ต้องบอกว่าเล็กที่สุดเท่าที่เราเคยเห็น แต่สำหรับคนในชุมชนนี้ที่นี่คือศูนย์รวมของวัยรุ่น
ชายหญิง ทุกค่ำคืนพวกเขาจะมายืนจับกลุ่มคุยกัน สังเกตดูทุกร้านจะมีเชิงเทียนตั้งไว้  แม้กระทั่งในห้องนอนของพวกเรา
สอบถามจึงรู้ว่าในเมืองนี้ไฟดับบ่อยมาก
สภาพร้านค้าในตลาดทั่วไป.jpg
      แม้บริเวณรอบนอกของรัฐอัสสัมจะยังค่อนข้างเป็นชนบทมีความเป็นอยู่เรียบง่าย แต่ในตัวเมืองเมื่อเราเดินทางเข้ามา
ในตอนเช้าเพื่อไปยังรัฐนากาแลนด์ก็ต้องบอกว่ามีความเจริญพอสมควร ตึกรามบ้านช่องมองแล้วคิดถึงสุขุมวิทบ้านเรา
ตัวตึกและความทันสมัยอาจสู้สุขุมวิทไม่ได้ แต่ความหนาแน่นของอาคารคล้ายๆกัน รถยนต์แล่นกันเกลื่อนถนน ซึ่งรถที่
นิยมส่วนใหญ่เป็นรถฮุนไดของเกาหลี และรถซูซูกิมารูติของญี่ปุ่น รวมถึงถึงรถท้องถิ่นยี่ห้อดัง “ทาทา” ประเมินด้วยสายตา
แล้วการเข้ามาทำธุรกิจในเมืองนี้ก็เป็นลู่ทางที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะถือเป็นรัฐใหญ่และเจริญที่สุดในกลุ่มรัฐ 7 สาวน้อย
โดยเฉพาะธุรกิจอู่ซ่อมรถยนต์ ธุรกิจเสื้อผ้า รวมถึงธุรกิจผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค
      การคมนาคมในเมืองนี้อยู่ในระดับกลางๆ คือไม่ได้สะดวกสบายเหมือนบ้านเรา แต่ก็ไม่ถึงขนาดลำบากลำบน เป็น
ถนนลาดยางความกว้างประมาณรถวิ่งสวนกันได้ ซึ่งรถยนต์ส่วนใหญ่เป็นรถประเภทซิตี้คาร์ คันเล็กๆกระทัดรัด รถเก๋งคัน
ใหญ่ๆเห็นน้อยมาก นานๆจะเห็นสักคัน ซึ่งรถเก๋งคันใหญ่ๆพอมาวิ่งในเมืองนี้ลักษณะเหมือนรถโบราณไปเลย คนในภูมิภาค
นี้ไม่นิยมเปิดแอร์ขณะขับรถ แต่จะเปิดกระจกรับลมจากข้างนอก ไม่รู้ว่าหนาวหรือต้องการประหยัด เวลารถติดหลายคัน
จะดับเครื่องเหมือนกับคนขับรถเมล์บ้านเรา
      ความรู้สึกที่เราสัมผัสได้คือคนในรัฐอัสสัมและอาจรวมถึงคนในรัฐ 7 สาวน้อยด้วย แทบจะไม่มีค่านิยมของคนอินเดีย
อยู่ในตัว สังเกตได้จากงานเลี้ยงต้อนรับหรืองานแสดงในยามค่ำคืน เพลงที่ร้องไม่มีเพลงอินเดีย แต่นิยมร้องเพลงสากล
อาจเป็นเพราะได้รับอิทธิพลตอนอังกฤษมาปกครองก็ได้ เนื่องจากก่อนที่อังกฤษจะเข้ามาปกครองนั้น รัฐต่างๆในภูมิภาคนี้
เช่นรัฐนากาแลนด์ ดำรงตนเป็นรัฐอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่ออินเดีย พออังกฤษเข้ามายึดครองก็ยึดเอารัฐ 7 สาวน้อยไว้ด้วย
พอคืนเอกราชให้อินเดียแล้วไม่คืนเอกราชให้รัฐ 7 สาวน้อย ทำให้ปัจจุบันยังมีขบวนการใต้ดินมุ่งหวังจะแบ่งแยกดินแดน
คืนความอิสระให้กับรัฐเหล่านี้ ประกอบกับรอยเชื่อมต่อระหว่างรัฐ 7 สาวน้อยกับอินเดียเป็นช่องแคบที่เล็กมาก เล็กกว่า
คอคอดกระบ้านเราเสียอีก จึงพร้อมจะขาดได้ทุกเวลา
ผนึกเครือข่าย North East India
      ในการเดินทางจากรัฐอัสสัมไปยังรัฐนากาแลนด์ที่อยู่ติดกันเห็นการก่อสร้างและขยายถนนหลายสาย ซึ่งเป็น
งบประมาณที่รัฐบาลอินเดียทุ่มเทให้กับเมืองเหล่านี้ เปรียบเสมือนการซื้อใจว่ายังไงเสียรัฐบาลอินเดียก็ไม่ละเลยรัฐเหล่านี้
แม้ว่าในอดีตจะแทบไม่มีการพูดถึงรัฐเหล่านี้ ประกอบกับรัฐบาลอินเดียก็กังวลกลัวขบวนการใต้ดินจะกลับมามีอำนาจ
และทวงคืนอิสรภาพได้สำเร็จ จึงพยายามนำความเจริญเข้ามาและใช้ทหารจากส่วนกลางมาลาดตระเวณรักษาความสงบ
เรียบร้อย เราจึงเห็นทหารถือปืนกระจายอยู่ตามจุดต่างๆทั่วเมือง แต่อย่างที่กล่าวแล้วว่าโดยลึกๆคนในรัฐนี้ไม่คิดว่าตัวเอง
เป็นคนอินเดีย เพราะฉะนั้นการแต่งกายจึงแทบไม่มีเค้าของความเป็นอินเดีย ไม่สวมสาหรี ไม่โพกหัว (ยกเว้นบางหมู่บ้าน)
ไม่กินอาหารแบบอินเดีย ไม่ร้องเพลงอินเดีย และเริ่มหันมานิยมใช้รถยนต์ของเกาหลี ญี่ปุ่น แทนรถยอดนิยมของอินเดีย
คือทาทา แม้กระทั่งเสื้อผ้าก็มีอินเทรนด์ใหม่ๆของเกาหลีและไทยรุกล้ำเข้าไปไม่น้อย รัฐบาลไทยควรพาเอกชนเข้าไป
บุกเบิกธุรกิจในรัฐนี้อย่างจริงจัง
การจราจรในเขตชุมชน.jpg 
      จะว่าไปแล้วสาเหตุหนึ่งที่อินเดียไม่มีวันยอมให้รัฐเหล่านี้หลุดมือไปก็เพราะมองเห็นศักยภาพทางเศรษฐกิจที่นับวัน
จะเติบโตมากขึ้น อย่างรัฐอัสสัมซึ่งว่ากันว่าเป็นพื้นที่แรกที่มีการขุดเจอน้ำมันใต้พื้นดิน พื้นที่ทางการเกษตรก็อุดมสมบูรณ์
รอเพียงการจัดวางให้ลงตัวเท่านั้น ยิ่งทั้ง 7 รัฐเขาประกาศพัฒนาเป็นเครือข่ายร่วมกันในนาม North East India ด้วยแล้ว
หากทำได้จริง ในอนาคตภูมิภาคนี้จะกลายเป็นตลาดการค้าแห่งใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
นากาแลนด์ ดินแดนที่ซ่อนเร้น
      ตลอดการเดินทางเราเห็นปั้มน้ำมันหลักๆ 2 ค่ายคือ India Oil กับ Assam Oil เหมือนกับ ปตท.ในบ้านเรานั่นแหละ
อาจมีปั้มอื่นอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก แต่ปั้มที่เราคุ้นตาอย่างเอสโซ่ เชลล์ ไม่มีเลย ไม่ทราบเป็นเพราะนโยบายของรัฐบาล
อินเดียห้ามเปิดบริการหรือเปล่า เมื่อสิ้นสุดอาณาเขตรัฐอัสสัมผ่านเข้าสู่อาณาเขตของรัฐนากาแลนด์ ตรงนี้แหละที่เรามอง
เห็นอุปสรรคชิ้นโตขวางกั้นการพัฒนารัฐ 7 สาวน้อยในรูปของเครือข่ายหรือในนาม  North East India
      เนื่องจากรถของพวกเราที่วิ่งมาจากรัฐอัสสัมไม่สามารถผ่านเข้าสู่รัฐนากาแลนด์ได้ ต้องเปลี่ยนถ่ายมาใช้รถยนต์ของ
ไกด์นากาแลนด์ที่จัดเตรียมไว้ให้ บริเวณโดยรอบมีทหารแต่งกายสวมหมวกไหมพรหมคล้ายหน่วยอรินทราชยืนดูแลความ
เรียบร้อย ทำให้ความรู้สึกของพวกเราราวกับกำลังอยู่ในอัฟกานิสถาน การตรวจตราที่เข้มงวดเช่นนี้ไม่ต่างจากการเดินทาง
จากประเทศหนึ่งเข้าไปยังประเทศหนึ่ง ทั้งที่การประกาศเป็นเครือข่ายเดียวกันควรจะอำนวยความสะดวกสบายเต็มที่ ถ้ายัง
มีการระแวดระวังแบบรัฐใครรัฐมัน การสร้างถนนหนทางไปมาหาสู่ใหญ่โตแค่ไหนก็คงไม่เกิดประโยชน์ โอกาสที่จะพัฒนา
ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบมา 1 ได้ถึง 7 ก็เป็นเรื่องยาก เราก็หวังว่าแต่ละรัฐจะมองเห็นข้อด้อยนี้และกันมาหาทางออก
ร่วมกัน
      แต่ต้องเข้าใจว่าการบูรณาการการท่องเที่ยวกับการค้าเป็นคนละเรื่อง การเชื่อมโยงรัฐที่ไม่ผนึกแน่นอาจทำให้การท่อง
เที่ยวมีปัญหา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้การค้าเดินหน้าไม่ได้ อาจมีปัญหาด้านการคมนาคมขนส่งบ้าง แต่ไม่ได้ปิดกั้น
ห้ามส่งสินค้าเข้าไปขาย เพราะฉะนั้นการทำการค้าในรัฐทั้ง 7 ยังเปิดกว้างสำหรับนักธุรกิจที่มองหาโอกาสด้านการลงทุน
ในรัฐนากาแลนด์มีเมืองหลักๆสองเมืองที่ต้องจับตามองคือเมืองดีมาร์ปู้ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจตั้งอยู่บริเวณชายแดนกับ
เมืองโคหิมาซึ่งเป็นเมืองหลวงตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัย ระยะทางห่างกันประมาณ 70 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาเดินทาง
ประมาณ 4-5 ชั่วโมง เพราะถนนวกวนไปตามภูเขา เต็มไปด้วยทางโค้งมากมาย คล้ายกับถนนพันโค้งในแม่ฮ่องสอน
ในเมืองดีมาร์ปู้มีร้าน 108 ช้อปของไทยเข้าไปเปิดบริการโดยเจ้าของเป็นคนในพื้นที่ สินค้าส่วนใหญ่ที่วางขายเป็นสินค้าจาก
เครือสหพัฒน์ เท่าที่ตรวจสอบมาม่าขายซองละ 20 รูปี คิดเป็นเงินไทยประมาณ 14 บาท น้ำปลาทิพรสขวดละ 110 รูปี หรือ
ประมาณ 80 บาท แต่ในเมืองโคหิมาซึ่งเป็นเมืองหลวงยังไม่มีร้าน 108 ช้อบ เห็นแต่ร้าน BSC และเครื่องสำอางพอนด์
ผลไม้ที่นิยมเหมือนในเมืองไทย.jpg
      แม้เมืองโคหิมาจะตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัย แต่เศรษฐกิจของที่นี่ก็ไม่ได้แร้นแค้น รถยนต์วิ่งกันเต็มถนนไม่ต่างกับรัฐ
อัสสัม ซึ่งรถยนต์ส่วนใหญ่เป็นรถซิตี้คาร์ยี่ห้อซูซูกิมารูติ ฮุนได และทาทา มีรถยนต์โตโยต้า เชฟโรเล็ต ฟอร์ด แซมอยู่บ้าง
ประปราย ซึ่งต้องยอมรับว่ารัฐบาลเกาหลีและญี่ปุ่นนั้นเก่งจริงๆนำทัพนักธุรกิจไปเปิดตลาดใหม่ๆก่อนคนอื่นเสมอ ค่าครองชีพ
คนเมืองนี้ก็ไม่ถูก ในตลาดไนท์มาร์เกตซื้อข้าวกล่องราดกับข้าวสองอย่างราคา 150 รูปหรือร้อยกว่าบาทไทย
ช่วงที่เราเดินทางไปนั้นเป็นช่วงเฉลิมฉลองเทศกาล Hornbill Festival 2010 พอดี ผู้บริหารรัฐอัสสัมจึงมีการจัดงานต่างๆ
มากมาย อย่างในบริเวณโรงแรมที่เราพักก็จัดเทศกาลอาหารฮอลบิล 1-7 ธันวาคม แต่ก็ไม่ได้เป็นงานใหญ่โตอะไร มีชาวบ้าน
นำโต๊ะมาตั้งขายอาหารริมถนน ไม่มีแอลกอฮอล์ขาย เพราะเป็นกฎหมายห้ามขาย คนที่จะดื่มแอลกอฮอล์ได้ต้องเป็นคน
ชั้นสูงซื้อกินกันในโรงแรมหรือร้านอาหารหรูๆของเมือง อย่างเราไปเที่ยวอยากดื่มต้องให้ไกด์พาตระเวณหาซื้อตามร้านอาหาร
ซึ่งจะมีบางร้านเท่านั้นที่แอบขาย ไม่รู้ว่าทำไมจึงห้าม ทั้งที่คนเมืองนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่อิสลามเนื่องจากกินหมู หรือเป็นเพราะ
สภาพบ้านเรือนตั้งอยู่บนไหล่เขา เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย บ้านเรือนส่วนใหญ่มีลานกว้างแต่ไม่มีรั้วกั้น เดินพลาดนิดเดียวอาจ
ตกเขาลงไปเสียชีวิตได้ เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยให้ดื่มเหล้าแบบบ้านเราคงมีคนเมาเดินตกเหวตายหรือขับรถหล่นวันหนึ่งหลายคน
      และด้วยความที่อาคารบ้านเรือนในรัฐนากาแลนด์ตั้งซ้อนเหลื่อมกันขึ้นไปตามเนินเขา จึงไม่มีเอกสิทธิ์ที่ดิน ตรงไหนมี
พื้นที่ว่างก็ไปจับจ้องสร้างกันเอาเอง เพราะฉะนั้นแลนด์สเคปเลยดูตลก เช่นโรงแรมที่เราพักเดินขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้าสามารถ
เดินทะลุออกอีกซอยหนึ่งได้ หรือคนในซอยหนึ่งอยากเดินมาร้านค้าหน้าโรงแรมก็ไม่ต้องเสียเวลาเดินอ้อม แต่เดินลัดเข้า
ทางดาดฟ้าโรงแรมลงบันไดมาออกหน้าโรงแรมได้ โดยเจ้าของโรงแรมไม่หวงห้าม พอตกดึกชั้นดาดฟ้าก็กลายเป็นที่
จอดรถของชาวบ้านแถวนั้นไปโดยปริยาย ซึ่งโรงแรมที่เราเข้าพักเป็นโรงแรมธรรมดา เทียบกับบ้านเราก็คล้ายกับโรงแรม
2 ดาวหรือโรงแรมจิ้งหรีด โรงแรมระดับ 5 ดาวมีอยู่เพียงแห่งเดียวในเมืองนี้ สาเหตุที่เราไม่ได้พักในโรงแรม 5 ดาวก็เ
พราะว่าไม่ได้ประสานงานล่วงหน้าและเราเดินทางมาถึงดึกแล้ว ก็เลยจำเป็นต้องหาที่พักเท่าที่พอหาได้
      โรงแรมที่เราเข้าพักชื่อว่า Blue Lagoon ฟังชื่อตอนแรกทุกคนต่างแฮปปี้นึกถึงความคลาสิคมีทะเลสาบอยู่ด้านหลัง 
แต่พอไปเห็นหน้าตาโรงแรมแล้วต่างใจแป้วกันเป็นแถว ยิ่งพอขึ้นไปเห็นสภาพห้องแล้วก็อยากกลับเมืองไทยกันตั้งแต่คืนนั้น
ตัวห้องและเตียงนอนก็พอโอเค แต่ห้องน้ำน่าอึดอัดเหลือเกิน เพราะยังเป็นสุขาแบบนั่งยอง แถมไฟในห้องน้ำก็เป็นไปแบบ
แขก คือออกสีแดงๆ มีกระถางอาบน้ำให้หนึ่งใบ ซึ่งวัฒธรรมของคนที่นี่เขาจะเอาน้ำลูบหน้า ลูบขาเท่านั้น ไม่มีฝักบัวสำหรับ
อาบน้ำอุ่น ถ้าอยากได้น้ำอุ่นก็ต้องบอกพนักงานซึ่งจะมีน้ำร้อนที่ต้มจากเตาใบใหญ่อยู่ในครัว เขาจะเอากระถางไปใส่น้ำมา
ให้ประมาณครึ่งถังเพื่อให้เราเอามาสผมกับน้ำเย็น เพราะฉะนั้นใครที่ต้องการสระผมก็อย่าหวังว่าจะมีน้ำอุ่นเพียงพอ ต้องใช้
น้ำเย็นสระ แล้วอากาศในช่วงนี้ยามค่ำคืนอยู่ที่ประมาณ 10 องศานิดๆ เวลาราดน้ำสระผมจึงเหมือนกับเอาน้ำแข็งเย็นเจี๊ยบ
จากช่องฟิชในตู้เย็นมาสระยังไงยังงั้น ช่วง 4 คืน 5 วันของพวกเราในรัฐนากาแลนด์จึงอาบน้ำแค่ตอนเย็น พอตอนเช้าก็แค่
ล้างหน้านิดหน่อย (อ่านรายละเอียดรัฐนากาแลนด์ในล้อมรกอบ)
      คณะของเราได้รับเชิญจากผู้ว่าการรัฐนากาแลนด์เทียบตำแหน่งของไทยก็น่าจะเท่ากับนายกรัฐมนตรีไปร่วมเปิดงาน
เทศกาล Hornbill Festival 2010 ซึ่งนำตำนานชาวเขา 16 เผ่าซึ่งเป็นชนพื้นเมืองมาแสดง ในขณะที่พวกเราก็ได้นำการร่าย
รำมโนราห์อวดเขา ถือเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม อันจะนำไปสู่ความสัมพันธ์ในเชิงการค้าการลงทุนต่อไป
โอกาสทางการค้าการลงทุนที่ยังเปิดกว้าง
       North East India เป็นตลาดการค้าที่อาจจะพูดได้ว่าใหม่ถอดด้าม การแข่งขันยังน้อย แต่ในความใหม่ได้ซ่อนซ่อน
กำลังซื้อไว้มากมาย คนในภูมิภาคนี้อ้าแขนต้อนรับสินค้าจากทุกชาติที่เข้าไปทำตลาด โดยเฉพาะสินค้าไทยน่าจะได้
เปรียบกว่าคนอื่น เพราะคุณภาพดีแต่ราคาไม่แพงมากนัก ประกอบกับรสนิยมคนในภูมิภาคนี้คล้ายคลึงกับคนไทย ชอบ
อะไรคล้ายๆกัน เช่นผลไม้ที่เห็นขายกันมากก็เช่น กล้วย ส้ม สับปะรด ผักก็เหมือนกับที่เราชอบกิน อาทิ หน่อไม้ กระหล่ำ
ปลี หอม กระเทียม สะตอ ฟักทอง แม้กระทั่งตั๊กแตนทอด หนอนรถด่วนยังมีขายเลย ที่สำคัญคนภูมิภาคนี้ชอบกินหมากเป็น
ชีวิตจิตใจ จึงมีหมากขายทั่วเมือง ทั้งหมากดิบและหมากสำเร็จรูป ใครสนใจเข้าไปลงทุนปลูกหมากขาย หรือส่งหมากเข้าไป
ขาย ที่นี่คือตลาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลก 
หนอนรถด่วนที่วางขายในรัฐ 7 สาวน้อย.jpg 
 

จำนวนคนอ่าน 6545  คน

ความคิดเห็น

  • Destry เขียน :

    how to buy abortion pill

    can i buy the abortion pill over the counter
    Your answer lifts the inetnligelce of the debate. http://ajwcxbo.com [url=http://bjydowcuw.com]bjydowcuw[/url] [link=http://oxrwraom.com]oxrwraom[/link]

  • Sandy เขียน :

    Just do me a favor and keep writing such trechnant analyses, OK? http://egckcb.com [url=http://udtnwvpipp.com]udtnwvpipp[/url] [link=http://hofhhtrlru.com]hofhhtrlru[/link]

  • Gracelin เขียน :

    The beauty in this is the truth. Yet, no one seems to want to admit their fear. It seems the world has come to equate fear with wesenkas, I think the opposite, to admit you are fearful shows great courage and strength. Great job on this piece!

  • ibsjvtaeq เขียน :

    overdose on antidepressants and alcohol

    antidepressants and alcohol
    POStzy , [url=http://kmfopapqrlkt.com/]kmfopapqrlkt[/url], [link=http://ffbtcjuysyrw.com/]ffbtcjuysyrw[/link], http://ehakfnqvyabq.com/

  • xyrama เขียน :

    otc asthma inhaler walmart

    over the counter asthma inhalers reviews tymejczyk.com
    DPu8C6 , [url=http://fnlxdjhihzra.com/]fnlxdjhihzra[/url], [link=http://yjanyfcembre.com/]yjanyfcembre[/link], http://qzugyrwmzpuk.com/

  • Marisol เขียน :

    how much is a abortion pill

    how much are abortions
    With all these silly webtises, such a great page keeps my internet hope alive.

แสดงความคิดเห็น

:: โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางโลกการค้าออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวด

พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ มีตัวหนังสืออยู่ในรูปภาพนี้