S&P ปรับลดอันดับเครดิตสหรัฐฯ ... ผลต่อเศรษฐกิจไทย

โดย 10 สิงหาคม 2554 11:51

         ตลาดการเงินเอเชียวันที่ 8 สิงหาคม 2554 ตอบรับข่าวการสูญเสียอันดับความน่าเชื่อถือ AAA เป็นครั้งแรกของ
ประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ด้วยแรงเทขายอย่างหนักในตลาดหุ้น ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน และ
เงินฟรังก์สวิส ซึ่งเป็นสกุลเงินที่นักลงทุนมองว่าปลอดภัย เช่นเดียวกับทองคำที่ทะยานขึ้นทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ครั้งใหม่เหนือ 1,700 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ หลังจากเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (S&P) ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของสหรัฐลง 1 ขั้นจาก ‘AAA’ สู่ ‘AA+’
โดยมีแนวโน้มเป็นเชิงลบ ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนไหวต่อการถูกปรับอันดับเครดิตลงอีกในระยะ 12-18 เดือนข้างหน้า
อย่างไรก็ดี S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือระยะสั้นไว้ที่ ‘A-1+’ ตามเดิม
         เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางจังหวะเวลาที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ปรากฏภาพที่อ่อนแอลง พร้อมกับกระแสความ
วิตกกังวลต่อปัญหาหนี้ในกลุ่มยูโรโซนได้แผ่ขยายไปสู่เศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 และ 4 ของกลุ่ม คือ อิตาลีและสเปน
จากกรณีดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย ในแง่มุมต่างๆ ดังนี้

ผลต่อตลาดการเงินโลก
          แม้การตัดสินใจลดอันดับเครดิตสหรัฐฯ เกิดขึ้นเนื่องจาก S&P ให้น้ำหนักไปที่แผนการตัดลดการขาดดุลงบประมาณ
ในระยะ 10 ปีข้างหน้า (ไม่น้อยกว่า 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ฯ) ที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ลงนามเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม
ที่ผ่านมานั้น ต่ำกว่าที่ S&P ตั้งเงื่อนไขไว้ที่ 4 ล้านล้านดอลลาร์ฯ อย่างไรก็ดี การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะเวลา
ที่โมเมนตัมทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแรงลงจนทำให้มีความกังวลว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เผชิญกับข้อจำกัดทางด้านการ
คลังอาจกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยรอบใหม่ (Double-Dip Recession) ซึ่งหากสถานการณ์ดำเนินไปในทิศทางที่เลวร้ายลง
ทิศทางของตลาดเงิน-ตลาดทุนในช่วงเวลานั้นอาจปรากฏภาพดังนี้
•    ผลต่อต้นทุนการระดมทุนในสกุลเงินดอลลาร์ฯ แม้อันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม น่า
จะทำให้ต้นทุนการระดมทุนในสกุลเงินดอลลาร์ฯ ขยับสูงขึ้นบ้าง แต่ก็คาดว่า ผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนของ
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน
โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากปริมาณ คุณภาพ และสภาพคล่องของตลาด นอกจากนี้ หากโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
สหรัฐฯ อ่อนแรงลงในระยะข้างหน้า ก็น่าจะทำให้ช่วงขาขึ้นของอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล และอัตราดอกเบี้ย
อื่นๆ ในสหรัฐฯ มีกรอบที่ค่อนข้างจำกัดด้วยเช่นกัน
        ทั้งนี้ คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจพิจารณานำเครื่องมือด้านสภาพคล่องที่เคยใช้ในช่วงวิกฤตซับไพร์ม 
มาช่วยบรรเทาผลกระทบระยะสั้นต่อต้นทุนการระดมทุนของสถาบันการเงินเอกชน และสถาบันการเงินที่รัฐบาลให้การ
สนับสนุนอีกครั้งหนึ่ง หากกลไกการทำงานของตลาดการเงินเป็นไปอย่างผิดปกติ
•    ผลต่อการปรับตัวของตลาดสินทรัพย์ คาดว่า นักลงทุนจะยังคงอยู่ในกระแสของการปรับลดสถานะการถือครองสิน
ทรัพย์เสี่ยงต่อไป ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปที่ต้องสะดุดลงด้วยวิกฤต
ในภาคการคลัง โดยตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะสะท้อนทิศทางในช่วงขาลงได้อย่างชัดเจนที่สุด ซึ่งจะเป็น
ภาพคนละด้านกับราคาทองคำ เงินเยน และเงินฟรังก์สวิส ที่น่าจะได้รับแรงซื้ออย่างต่อเนื่องจากนักลงทุนเพื่อหลีกเลี่ยง
ความเสี่ยง
          อนึ่ง ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ-การคลังของทั้งสหรัฐฯ และยุโรปที่ยังคงมีแนวโน้มอ่อนแอลง น่าจะทำให้การ
เข้าดำเนินการเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบการเงินของทางการของหลายๆ ประเทศ ทำได้แค่เพียงช่วยให้การปรับ
ตัวของตลาดเกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบเท่านั้น แต่ทิศทางของตลาดการเงินในภาพรวมยังน่าจะถูกกดดันจากแนวโน้มการ
ชะลอตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าอย่างยากจะหลีกเลี่ยง  

ผลต่อเศรษฐกิจมหภาคของไทย

     สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคของไทยนั้น ในกรณีเลวร้ายหากสหรัฐฯ ประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย
(Double-Dip) ผลต่อเศรษฐกิจไทยที่จะตามมาอาจมีประเด็นต่างๆ ดังนี้
•    ผลต่อธุรกิจส่งออกของไทย แม้ปัจจุบันไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ลดลงมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10 ของการส่งออก
โดยรวม น้อยกว่ากลุ่มอาเซียน จีนและญี่ปุ่น แต่เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้นำเข้าอันดับหนึ่งของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ
มีการนำเข้าสินค้าจากภูมิภาคเอเชียถึงร้อยละ 39 ของการนำเข้าทั้งหมดของประเทศ ซึ่งสะท้อนได้ถึงความสำคัญของสหรัฐฯ
ต่อห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาคเอเชีย (เทียบกับกรณีสหภาพยุโรปที่นำเข้าจากเอเชียเพียงประมาณร้อยละ 13 ของการนำเข้า
ทั้งหมดของกลุ่ม)
           หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ประสบปัญหา ธุรกิจที่มีโอกาสได้รับผลกระทบมาก คาดว่าจะเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการพึ่งพา
ตลาดสหรัฐฯ ในระดับสูง โดยเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นน้อย สินค้าขั้นกลางที่นำไปใช้ในกระบวนการผลิตต่อ และสินค้า
ประเภททุน โดยตัวอย่างของกลุ่มสินค้าดังกล่าว ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ผลิตภัณฑ์ยาง เฟอร์นิเจอร์
อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ วิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ โทรสาร
โทรศัพท์และส่วนประกอบ คอมเพรสเซอร์ เป็นต้น

tfb1.jpg

•    ผลต่อภาพรวมการส่งออก หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย คาดว่าจะฉุดให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอย่างมีนัย
สำคัญ โดยถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 1 อาจส่งผลให้การส่งออกของไทยในปี 2555 มีอัตราการขยายตัว
ชะลอลงมาอยู่ต่ำกว่าร้อยละ 5 จากกรอบคาดการณ์กรณีปกติของศูนย์วิจัยกสิกรไทยอยู่ที่ร้อยละ 12.0-17.0 ทั้งนี้ ถ้าหาก
เศรษฐกิจเอเชียยังขยายตัวได้พอสมควรและการส่งออกสินค้าเกษตรยังมีปัจจัยหนุนจากความต้องการและราคาที่อยู่ใน
เกณฑ์ดี ประกอบกับการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ที่น้อยลงกว่าอดีต ก็อาจช่วยบรรเทาผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ไว้ได้ในระดับหนึ่ง  
•    ผลต่อเศรษฐกิจไทย ในช่วงปีที่สหรัฐฯ ประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยมักถูกฉุดให้ชะลอตัวลงแรง
หรือหดตัวตามไปด้วย โดยในรอบนี้ แม้ว่าแรงขับเคลื่อนจากจีนและภูมิภาคเอเชีย บวกกับมาตรการเพิ่มรายได้ของรัฐบาล
ไทยอาจช่วยประคับประคองให้จีดีพียังขยายตัวเป็นบวกได้ แต่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2555 อาจ
ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญจากกรอบคาดการณ์กรณีปกติของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ร้อยละ 4.5-5.8 โดยอาจขยายตัวอยู่
ในระดับใกล้เคียงร้อยละ 2 (พิจารณาเฉพาะผลจากภาวะถดถอยของสหรัฐฯ)

2.jpg

ผลต่อตลาดการเงินของไทย

•    ผลกระทบต่อสภาพคล่องของระบบ...อาจลดลงในระยะสั้นตามเงินไหลออก  โดยคาดว่าในระยะสั้น มีโอกาสปรับ
ตัวลดลง จากพฤติกรรมหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน ซึ่งอาจนำมาสู่การโยกเงินลงทุนออกจากสินทรัพย์สกุลเงิน
เอเชียและบาท ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นไทย ไปสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า  ขณะที่ ในระยะกลางถึงยาว คาดว่าสภาพ
คล่องมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้า ตามพื้นฐานเศรษฐกิจไทยและเอเชียที่น่าจะยังแข็งแกร่งกว่าสหรัฐฯ
โดยเปรียบเทียบ รวมถึงจากโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจผลักดันมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเพิ่มเติมเพื่อ
ประคองโมเมนตัมทางเศรษฐกิจ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงจะมีผลในการเพิ่มปริมาณสภาพคล่องโลกและหนุนเงิน
ไหลเข้าสู่ตลาดเอเชียและไทยได้
•    ผลกระทบต่อธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทย...จับตาผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านลูกค้า
       - สินเชื่อมีโอกาสชะลอลงกว่าคาด โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปัญหาความเชื่อมั่นของ
ผู้ประกอบการต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจนำมาสู่การชะลอความต้องการสินเชื่อเพื่อ
การผลิต/ลงทุนเพิ่ม รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อาจอ่อนตัวลง อันจะทำให้ความต้องการสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน
ชะลอลงตามไปด้วย ความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกค้าเพิ่มขึ้น สำหรับกลุ่มลูกค้า/ธุรกิจที่พึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ ทั้งทางตรง
และทางอ้อมค่อนข้างสูง มีความยืดหยุ่นในการปรับธุรกิจค่อนข้างต่ำ รวมถึงไม่ได้ปิดความเสี่ยงจากความผันผวนของ
อัตราแลกเปลี่ยน  ขณะที่ Counterparty Risks ของธนาคารและลูกค้าอาจเพิ่มขึ้นจากการที่คู่ค้าในสหรัฐฯ บางราย
อาจเผชิญความเสี่ยงจากการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือเช่นกัน ซึ่งความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว คงเป็น
ประเด็นท้าทายคุณภาพสินทรัพย์ในภาพรวมของธนาคารพาณิชย์ในระยะหลายไตรมาสข้างหน้า

- ความเสี่ยงด้านตลาดและสภาพคล่องเพิ่มขึ้น จากความผันผวนของตลาดทุนและอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงการ
Mark-to-Market ของพอร์ตเงินลงทุน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ต่างประเทศ แต่ทั้งนี้ คาดว่าผล
กระทบทางตรงดังกล่าวอาจอยู่ในขอบเขตที่จำกัด เนื่องจากพอร์ตสินทรัพย์ต่างประเทศในตลาดเงินระยะสั้นและเงิน
ลงทุนของธนาคารพาณิชย์  มีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 5 ของสินทรัพย์รวมเท่านั้น (ข้อมูล ณ สิ้นปี 2553)

3.jpg 
        - ผลต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบาย...ธปท.คงจะชั่งน้ำหนักแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โลก และผล
กระทบต่อไทยมากขึ้นในการประชุมรอบต่อๆ ไป  แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งมีผลกระทบต่อ
เศรษฐกิจโลก ย่อมเพิ่มแรงกดดันต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในภาพรวม ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันและสินค้า
โภคภัณฑ์ (ยกเว้นทองคำ) ที่อ่อนตัวและอาจไม่สามารถรักษาระดับสูงไว้ได้ ผนวกกับแรงส่งการขยายตัวจากปัจจัย
ภายนอกประเทศที่ลดลง อาจลดทอนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะถัดไป  ดังนั้น จึงคาดว่าคณะกรรมการกำหนด
นโยบายการเงิน (กนง.) คงจะชั่งน้ำหนักปัจจัยด้านความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว รวมถึงผล
กระทบที่อาจตามมาต่อเส้นทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและไทย ในการประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ในการประชุมรอบต่อๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่การทยอยประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะตามมาในอนาคต
บ่งชี้ภาพในเชิงลบมากขึ้น

โดยสรุป
         สหรัฐฯ สูญเสียอันดับความน่าเชื่อถือ AAA เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากที่สถาบันจัดอันดับความน่า
เชื่อถือสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของสหรัฐลง 1 ขั้นจาก ‘AAA’ สู่
‘AA+’ โดยมีแนวโน้มเป็นเชิงลบ ซึ่งหมายถึงความอ่อนไหวต่อการถูกปรับอันดับเครดิตลงอีกในระยะ 12-18 เดือนข้างหน้า
ทั้งนี้ การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ โดย S&P เกิดขึ้นแม้ว่ามูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s) และ
ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch) ได้ประกาศยืนยันอันดับเครดิต AAA ของสหรัฐฯ ในช่วงหลังจากที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา
ลงนามในกฏหมายปรับเพิ่มเพดานหนี้และปรับลดงบประมาณระยะยาวในวันที่ 2 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา
         คงไม่สามารถปฎิเสธว่า อันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม น่าจะทำให้ต้นทุนการระดม
ทุนในสกุลเงินดอลลาร์ฯ ขยับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี คาดว่า ผลกระทบต่อทิศทางของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล
สหรัฐฯ และอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินอื่นๆ อาจอยู่ในวงจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากโมเมนตัมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
ของสหรัฐฯ อ่อนแรงลง จนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีความจำเป็นต้องส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินรอบใหม่
หรือยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำเป็นพิเศษต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่ในทางกลับกัน แนวทางการรักษาวินัยทาง
การคลังที่ต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดในช่วงหลายปีข้างหน้า น่าจะสร้างข้อจำกัดให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ในการสนับสนุน
เศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีเลวร้ายที่เศรษฐกิจต้องกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกรอบหนึ่ง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว
ย่อมมีผลผูกพันกลับมากดดันอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้าอีกระลอกหนึ่ง
          จากกรณีดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย ดังนี้
•    ผลต่อตลาดเงิน-ตลาดทุนโลก : คาดว่า นักลงทุนจะยังคงอยู่ในกระแสของการปรับลดสถานะการถือครองสินทรัพย์
เสี่ยงต่อไป ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปที่ต้องสะดุดลงด้วยวิกฤตในภาค
การคลัง อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากพันธบัตร
รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากปริมาณ คุณภาพ และสภาพ
คล่องของตลาด
•    ผลต่อเศรษฐกิจมหภาค : ในกรณีเลวร้ายที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญกับภาวะถดถอยในปี 2555 จนทำให้เศรษฐกิจ
ขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 1 สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกดดันให้การส่งออกของไทยขยายตัวชะลอลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ
5 (จากคาดการณ์กรณีปกติที่ร้อยละ 12.0-17.0) โดยธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ สูงมีโอกาสได้รับผล
กระทบมาก ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกดดันต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย แม้ว่าแรงขับเคลื่อนจากจีนและภูมิภาคเอเชีย บวก
กับมาตรการเพิ่มรายได้ของรัฐบาลไทยอาจช่วยประคับประคองให้จีดีพียังขยายตัวเป็นบวกได้ แต่อัตราการขยายตัว
อาจต่ำลงมาอยู่ที่ระดับประมาณร้อยละ 2 (จากคาดการณ์กรณีปกติที่ร้อยละ 4.5-5.8)
•    ผลต่อตลาดการเงินไทย : ผลกระทบต่อสภาพคล่องของระบบนั้น คาดว่ามีโอกาสลดลงในระยะสั้น ตามพฤติกรรม
การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน ขณะที่ คาดว่าประเด็นด้านความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว คงจะมี
น้ำหนักต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายการเงินของ ธปท.ในระยะข้างหน้า

จำนวนคนอ่าน 3609  คน

ความคิดเห็น

  • knztjcfbig เขียน :

    serevent dosage

    serevent inhaler generic topogroup.com
    bIPrss , [url=http://ngtkrvahmlkh.com/]ngtkrvahmlkh[/url], [link=http://plhloohrkbna.com/]plhloohrkbna[/link], http://adkxhwubenna.com/

  • dsiygjl เขียน :

    naltrexone shot reviews

    naltrexone shot reviews read
    7iNZ3W , [url=http://lfosyjcnkfko.com/]lfosyjcnkfko[/url], [link=http://ftpneaywnxzy.com/]ftpneaywnxzy[/link], http://emtxbfrdtyzv.com/

  • Debra เขียน :

    I ralely needed to find this info, thank God!

แสดงความคิดเห็น

:: โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางโลกการค้าออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวด

พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ มีตัวหนังสืออยู่ในรูปภาพนี้