การปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ...นัยต่อนโยบายการเงินของไทย

โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 07 ตุลาคม 2554 14:30

ทิศทางนโยบายการเงินของไทย หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เตรียมปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินนโยบายการเงินในปี 2555 มาเป็นการกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ไว้ที่ร้อยละ 3.0 (เฉลี่ยทั้งปี และ +/- ร้อยละ 1.5)

นการหารือร่วมกับรัฐมนตรีคลังเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 ในเบื้องต้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) 
เตรียมที่จะปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินนโยบายการเงินในปี 2555 มาเป็นการ
กำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ไว้ที่ร้อยละ 3.0 (เฉลี่ยทั้งปี และ +/- ร้อยละ 1.5)
หรือมีกรอบความเคลื่อนไหวระหว่างร้อยละ 1.5-4.5 จากปัจจุบันที่กำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core
Inflation) ไว้ที่ร้อยละ 0.5-3.0 (เฉลี่ยรายไตรมาส) ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้สรุปกระบวนการถัดจากนี้ และนัย
จากการดำเนินการดังกล่าวต่อทิศทางนโยบายการเงินของทางการไทยในปี 2555 ดังนี้
  • อัตราเงินเฟ้อทั่วไป คือ การเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภคเปรียบเทียบระหว่างสองช่วงเวลา อาทิ เดือน
    นี้เทียบกับเดือนก่อน และ/หรือ เดือนนี้เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน โดยดัชนีราคาผู้บริโภคจะครอบคลุม
    ราคาสินค้าทั้งหมวดอาหารและเครื่องดื่ม อาทิ ข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้
    รวมถึงอาหารสำเร็จรูป (คิดเป็นน้ำหนักประมาณร้อยละ 33 ของทุกรายการ) และหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหาร
    และเครื่องดื่ม อันรวมถึงหมวดเคหสถาน หมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร หมวดเครื่องนุ่งห่มและ
    รองเท้า หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล หมวดการบันเทิงการอ่าน การศึกษา และการศาสนา
    ตลอดจนหมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ (มีน้ำหนักประมาณร้อยละ 67 ของทุกรายการ)
  • อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน คือ การเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน ซึ่งหมายถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป
    ที่หักรายการสินค้าในกลุ่มอาหารสดและสินค้ากลุ่มพลังงานออกไป

การทบทวนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย
         โดยภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 (มาตรา 28/8) ระบุว่า ภายในเดือน
ธันวาคมของทุกปี ให้ กนง.จัดทำเป้าหมายของนโยบายการเงินของปีถัดไป เพื่อเป็นแนวทางให้แก่รัฐ และธนาคารแห่ง
ประเทศไทย (ธปท.) ในการดำเนินการใดๆ เพื่อดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพด้านราคา โดยทำความตกลงร่วมกับรัฐมนตรี
ซึ่งกระบวนการถัดจากนี้นั้น รัฐมนตรีจะเสนอเป้าหมายของนโยบายการเงินที่ได้ทำความตกลงร่วมนั้นต่อคณะรัฐมนตรี
(ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติ และเมื่อได้รับอนุมัติจาก ครม.แล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ย้อนอดีตกว่า 10 ปีของการดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ
         ย้อนกลับไปกว่า 10 ปีจากจุดเริ่มต้นของการดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในเดือน
พฤษภาคม 2543 มาจนกระทั่งปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า มีการเปลี่ยนแปลงหรือเหตุการณ์ที่สำคัญเกิดขึ้น 3 ประการ
ได้แก่
         1)    การเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตร ธปท. ระยะ 14 วัน มาเป็น
อัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี ระยะ 1 วัน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2550 สอดคล้องกับการปิดตลาด
ซื้อคืนพันธบัตร ธปท. และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งผ่านการดำเนินนโยบายการเงินไปสู่อัตราดอกเบี้ยในตลาด
การเงิน
         2)    การปรับกรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานให้แคบลง จากร้อยละ 0-3.5 ในปี 2543 ถึงปี 2551 มาเป็น
ร้อยละ 0.5-3.0 ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน โดยการปรับขอบล่างให้สูงกว่าศูนย์ เป็นการดำเนินการเพื่อลดโอกาส
ของการเกิดภาวะเงินฝืด ขณะเดียวกันก็ปรับขอบบนลงให้เท่ากับที่ปรับขอบล่างขึ้น เพื่อส่งสัญญาณว่าจุดยืนของ
นโยบายการเงินไม่ได้เปลี่ยนแปลง

K1.jpg
         3)    การเคลื่อนไหวออกนอกช่วงเป้าหมายของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปี 2552 อัน
เป็นผลมาจากการชะลอตัวลงอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจโลก การดำเนินมาตรการเพื่อลดค่าครองชีพของรัฐบาลที่มุ่ง
เน้นช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย รวมถึงมาตรการเรียนฟรี 15 ปี ตลอดจน ผลจากการลดลงอย่างรวดเร็วของราคาสินค้า
โภคภัณฑ์และราคาน้ำมันที่มีต่อองค์ประกอบของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่ง กนง.ก็ได้ชี้แจงสาเหตุ แนวทางแก้ไข
และระยะเวลาที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะกลับเข้าสู่ช่วงที่กำหนด ตามข้อตกลงร่วมกันระหว่าง กนง. และรัฐมนตรี
คลัง

การปรับเป้าหมายมาเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป น่าจะช่วยสร้างความเข้าใจให้กับสาธารณชนได้มากขึ้น
         ข้อเสนอที่จะปรับเป้าหมายเงินเฟ้อ จากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมาเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลง
ของระดับราคาสินค้าทั่วไปที่ผู้บริโภคเผชิญอยู่ในขณะนั้นๆ คงจะทำให้การสื่อสารทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน
ของ กนง.สามารถสร้างความเข้าใจได้มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการใช้บรรทัดฐานที่สอดคล้องกับธนาคารกลางในหลาย
ประเทศที่ดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ซึ่งส่วนใหญ่ก็กำหนดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเป็นเป้าหมาย
เช่นกัน

K2.jpg
การกำหนดกรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ร้อยละ 3.0 (เฉลี่ยรายปี และ +/- ร้อยละ 1.5) นับว่าค่อน
ข้างยืดหยุ่น และให้อำนาจการใช้วิจารณญาณของ กนง.มากขึ้น
         เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาสินค้าทั่วไป หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้าน
อุปทานที่มักเกิดขึ้นนอกเหนือการควบคุม อาทิ การปรับตัวของราคาน้ำมัน สินค้าเกษตร และสินค้าโภคภัณฑ์ อันทำให้
อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสปรับทิศรวดเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานโดยเปรียบเทียบ อย่างไรก็ดี ในเบื้องต้น ข้อเสนอการ
กำหนดกรอบที่ร้อยละ 3.0 เฉลี่ยรายปี และ +/0 ร้อยละ 1.5 หรือมีช่วงความเคลื่อนไหวที่ร้อยละ 1.5-4.5 ซึ่งกว้างขึ้น
กว่ากรอบอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปัจจุบันที่ร้อยละ 0.5-3.0 ก็นับว่าเป็นกรอบที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม และทำให้ กนง.คงจำเป็น
ต้องใช้วิจารณญาณมากขึ้นในการตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน เพื่อดูแลเสถียรภาพทาง
เศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การกำหนดจุดยืนหรือค่ากลางที่ร้อยละ 3.0 ก็นับว่ามีความสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทาง
เศรษฐกิจของประเทศในระดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปตลอดระยะเวลาของ
การดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของไทยที่ประมาณร้อยละ 2.6  
         อย่างไรก็ดี การประเมินว่าการปรับเปลี่ยนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อจะมีความเหมาะสมกับการดูแลเสถียรภาพ
ทางเศรษฐกิจหรือไม่ คงจะต้องอาศัยการตรวจสอบสมดุลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคผ่านกลไกการกำกับดูแล
เสถียรภาพด้านอื่นๆ ประกอบด้วย โดยแม้บัดนี้หรือในระยะสั้น ประเด็นด้านเสถียรภาพจะยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวล
(เพราะแม้รัฐบาลจะดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง แต่ระดับหนี้สาธารณะก็ยังไม่สูงเกินกรอบวินัยการคลัง
อีกทั้งทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีระดับสูงก็บ่งชี้ถึงเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี นอกจากนี้
การเติบโตของสินเชื่อในภาคสถาบันการเงินก็ยังไม่ถึงกับเร่งขึ้นจนเกิดภาวะฟองสบู่) ดังนั้น การพิจารณาปรับกรอบ
เป้าหมายเงินเฟ้อให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในปี 2555 ก็ดูเสมือนว่าน่าที่จะสามารถดำเนินการได้โดยไม่สร้างความ
เสี่ยงด้านเสถียรภาพต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน
เพิ่มมากขึ้น
         อย่างไรก็ตาม มองไปข้างหน้าในระยะกลางถึงยาว หากรัฐบาลยังคงเน้นการดำเนินนโยบายเชิงกระตุ้นเศรษฐกิจ
อย่างต่อเนื่อง อันจะสนับสนุนให้เกิดการหมุนเวียนของปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น กลไกการกำกับดูแลเสถียรภาพทาง
เศรษฐกิจที่สมดุล คงจะยังเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น ซึ่งภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อใหม่ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ความท้าทาย
ของการดำเนินนโยบายของทางการคงจะอยู่ที่การให้ความสำคัญกับการรักษากรอบวินัยทางการคลัง การดูแลการก่อ
หนี้ และการควบคุมภาวะฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีสมดุลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
อย่างยั่งยืน       

K3.jpg
นัยต่อนโยบายการเงินในปี 2555
         ท่ามกลางสถานการณ์ที่ความเสี่ยงด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีน้ำหนักชัดเจนมากขึ้น จากปัจจัยเศรษฐกิจ
ในต่างประเทศ นำโดยการฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และวิกฤตหนี้ที่ยืดเยื้อและอาจลุกลามในกลุ่มยุโรป
ขณะที่ การปรับตัวขึ้นแรงของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ตลาดโลก ก็เผชิญข้อจำกัดมากขึ้น เมื่อประกอบกับแรง
กดดันเงินเฟ้อในประเทศที่แม้อาจยังมีสูงอยู่โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 ต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกของ
ปี 2555 อันเป็นผลจากการดำเนินหลายๆ มาตรการของภาครัฐ (ไม่ว่าจะเป็น โครงการรับจำนำข้าว การปรับเพิ่มค่าจ้าง
ขั้นต่ำ/ค่าตอบแทนข้าราชการ รวมถึงนโยบายด้านพลังงานจากการทยอยลอยตัวราคาก๊าซ NGV และ LPG ภาคขนส่ง
และการทยอยเก็บเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันบางประเภท) แต่ทว่า ความเป็นไปได้ที่ลดลงที่อัตรา
เงินเฟ้อพื้นฐานจะเกินกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปี 2554 (หลังการเว้นเงินนำส่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
สำหรับน้ำมันเบนซินและดีเซล และราคาน้ำมันตลาดโลกที่อ่อนตัวลง) ผนวกกับการปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปี
2555 ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ความจำเป็นที่ กนง.จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกในช่วงที่เหลือ
ของปี 2554 และต่อเนื่องถึงปี 2555 อาจมีลดลง ขณะที่ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องของ กนง.
ในช่วงที่ผ่านมา จนกระทั่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายขยับขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 3.50 ในปัจจุบัน ก็นับว่าเป็นระดับที่ค่อนข้าง
มีความสมดุลและเหมาะสมกับพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศในระดับหนึ่งแล้ว
         โดยสรุป จากกระแสข่าวเบื้องต้นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 ที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีการหารือ
ร่วมกับรัฐมนตรีคลังเกี่ยวกับการปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อสำหรับการดำเนินนโยบายการเงินนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
มองว่า ข้อเสนอที่จะปรับเป้าหมายมาเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยรายปีที่ร้อยละ 3.0 (+/- ร้อยละ 1.5) ในปี 2555
จากปัจจุบันที่ใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ร้อยละ 0.5-3.0 เป็นเป้าหมาย น่าจะทำให้ กนง.มีความยืดหยุ่นและสามารถใช้
วิจารณญาณในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้มากขึ้น เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าจากปัจจัย
ด้านอุปทานที่มักอยู่เหนือความควบคุม อาทิ ราคาน้ำมัน สินค้าเกษตร และสินค้าโภคภัณฑ์
         อย่างไรก็ดี แม้ในระยะสั้น ประเด็นด้านเสถียรภาพจะยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวล อันทำให้การพิจารณาปรับกรอบเป้า
หมายเงินเฟ้อให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในปี 2555 ดูเสมือนว่าน่าที่จะสามารถดำเนินการได้โดยไม่สร้างความเสี่ยงด้าน
เสถียรภาพต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น
แต่มองไปในระยะกลางถึงยาว หากรัฐบาลยังคงเน้นการดำเนินนโยบายเชิงกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อันจะ
สนับสนุนให้เกิดการหมุนเวียนของปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น กลไกการกำกับดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่สมดุล
คงจะยังเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น ซึ่งภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อใหม่ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ความท้าทายของการดำเนิน
นโยบายของทางการคงจะอยู่ที่การให้ความสำคัญกับการรักษากรอบวินัยทางการคลัง การดูแลการก่อหนี้ และการ
ควบคุมภาวะฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีสมดุลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
         สำหรับนัยต่อการดำเนินนโยบายการเงินในระยะถัดไปนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ด้วยน้ำหนักความเสี่ยง
ด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ความเป็นไปได้ที่ลดลงที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะเกินกรอบเป้าหมาย
เงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปี 2554 ผนวกกับการปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2555 คงจะทำให้ความจำเป็นที่ กนง.
จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกในช่วงที่เหลือของปี 2554 และต่อเนื่องถึงปี 2555 มีลดลง หลังจากที่ กนง.
ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องมาที่ระดับที่เป็นปกติมากขึ้นที่ร้อยละ 3.50 ในปัจจุบัน ทั้งนี้ คงจะต้อง
ติดตามข้อสรุปสุดท้ายสำหรับการปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2555 ที่กระบวนการถัดจากนี้ จะมีการนำข้อตกลงร่วม
ระหว่าง กนง.และรัฐมนตรีคลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

จำนวนคนอ่าน 5362  คน

ความคิดเห็น

  • Denver เขียน :

    viagra prodej

    viagra prodej inzerce ecblog.azurewebsites.net
    I was selisuory at DefCon 5 until I saw this post. http://bmdgqwag.com [url=http://gbhuixsf.com]gbhuixsf[/url] [link=http://twcfwkym.com]twcfwkym[/link]

  • Randi เขียน :

    citalopram hydrobromide and alcohol

    citalopram alcohol blog.pragmos.it
    Ho ho, who woluda thunk it, right? http://eigpkcrzl.com [url=http://uujbayfnju.com]uujbayfnju[/url] [link=http://hrtbddwxaoz.com]hrtbddwxaoz[/link]

  • Frenchy เขียน :

    symbicort price

    symbicort generic name jlopresti.fr
    Heuteusemenr, on a encore le droit de dire qu'on aime nos propres pages. De toute fa?on, je ne vois pas comment on peut passer ?  c??t?? de celle-l? , elle est effectivement tr??s tr??s belle! J'adore! Euh, tu ne crois pas que si tu ajoutais un peu de glitter fa?on Shirel... ?a va, je sors ;o) Bisous.

  • Anna เขียน :

    domperidone eureka

    domperidone notice
    Your post has lifetd the level of debate

  • mcoadsnegkb เขียน :

    mixing melatonin and weed

    mixing adderall and weed
    hORFto , [url=http://ratcsrfobjiw.com/]ratcsrfobjiw[/url], [link=http://fxysyudckwaa.com/]fxysyudckwaa[/link], http://hngmvhwwiuzr.com/

  • ewggjhfxjds เขียน :

    prednisolon 25 mg

    prednisolon kol redirect
    FWRn8w , [url=http://kljhtsrbqvwx.com/]kljhtsrbqvwx[/url], [link=http://habvzxldovnw.com/]habvzxldovnw[/link], http://fafshffytqru.com/

  • ewggjhfxjds เขียน :

    FWRn8w , [url=http://kljhtsrbqvwx.com/]kljhtsrbqvwx[/url], [link=http://habvzxldovnw.com/]habvzxldovnw[/link], http://fafshffytqru.com/

  • Kerryn เขียน :

    prednisolon 25 mg

    prednisolon
    Way to use the internet to help people solve prbolmes!

แสดงความคิดเห็น

:: โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางโลกการค้าออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวด

พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ มีตัวหนังสืออยู่ในรูปภาพนี้