naltrexone dosage

naltrexone
ข่าวการค้าในรอบเดือน

โดย 28 มกราคม 2551 17:27

กระทรวงพาณิชย์ ออกระเบียบการนำเข้าสินค้านมผงขาดมันเนย ปี 2551
      นางอภิรดี  ตันตราภรณ์  อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกระเบียบว่าด้วยการออกหนังสือรับรองแสดง
การได้รับสิทธิชำระภาษีตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) สำหรับสินค้านมผงขาดมันเนย ปี 2551
ซึ่งมีปริมาณนมผงขาดมันเนยที่จะออกหนังสือรับรองรวม 55,000 เมตริกตัน และผู้ที่ได้รับการจัดสรรจะต้องนำเข้าภายในวันที่ 31 ธันวาคม
พ.ศ.2551 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551  เป็นต้นไป
      กระทรวงพาณิชย์ได้ออกระเบียบเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษีในโควตาฯ 
สำหรับการนำเข้าสินค้านมผงขาดมันเนย ปี 2551โดยจัดสรรให้ผู้มีสิทธิยื่นขอหนังสือรับรองแต่ละรายตามที่คณะกรรมการนโยบายพัฒนา
โคนมและผลิตภัณฑ์มีมติและกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ ดังนี้   มาจากประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) หรือ ภาคีแกตต์ 1947 
หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้มีสิทธิยื่นขอหนังสือรับรอง ได้แก่ (1) นิติบุคคลผู้ผลิตนมข้น (2) นิติบุคคลผู้ประกอบ
การแปรรูปอาหารนมอื่น (3) นิติบุคคลผู้ผลิตเพื่อการส่งออก (4) นิติบุคคลผู้ผลิตนมเปรี้ยว
      กรมการค้าต่างประเทศได้ออกประกาศตามที่คณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์  มีมติเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 
พ.ศ.2550 จัดสรรปริมาณนมผงขาดมันเนยไว้ ดังนี้  กลุ่มนิติบุคคลผู้ผลิตนมข้น มีปริมาณที่จัดสรร 18,020.34 เมตริกตัน อาทิ บริษัท
ฟรีสแลนด์ ฟู้ดส์ โฟโมสต์  (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (10,439.55 เมตริกตัน) เป็นต้น  กลุ่มนิติบุคคลผู้ประกอบการแปรรูปอาหาร
นมอื่น มีปริมาณที่จัดสรร 23,126.92 เมตริกตัน อาทิ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด  (7,604.16 เมตริกตัน) เป็นต้น  และกลุ่มนิติบุคคล
ผู้ผลิตนมเปรี้ยว มีปริมาณที่จัดสรร 13,852.74 เมตริกตัน อาทิ บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด (3,840.47 เมตริกตัน) เป็นต้น      
      จากสถิติการนำเข้าสินค้านมผงขาดมันเนยในปี 2550 (ม.ค.-ส.ค.) มีปริมาณ 33,907.38 เมตริกตัน มีมูลค่า 3,879.66 ล้านบาท 
ในปี 2549 มีปริมาณ 66,834.64 เมตริกตัน มีมูลค่า 5,535.03 ล้านบาท และในปี 2548 มีปริมาณ 69,670.43 เมตริกตัน มีมูลค่า
6,380.43 ล้านบาท ซึ่งมีตลาดนำเข้าที่สำคัญคือ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ
ศุลกากรสหรัฐฯ ประกาศเปลี่ยนแปลงพิกัดศุลกากรเกี่ยวกับผ้า
      นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550 หน่วยงานศุลกากรของสหรัฐฯ
(US Customs and Border Protection) ได้ออกประกาศเปลี่ยนแปลงการจำแนกพิกัดสินค้าผ้าทอที่ทำด้วยด้ายไนลอนซึ่งด้านหนึ่ง
เคลือบด้วย โพลิยูรีเทนจากเดิมที่จัดอยู่ภายใต้พิกัดศุลกากร (HTS) 5407.42.00.30 และ 5407.42.00.60 เป็นพิกัด 5903.20.25.00
และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นไป ทั้งนี้ จากการเปลี่ยนแปลงพิกัดศุลกากรในครั้งนี้ จะส่งผลให้ภาษีนำ
เข้าสินค้าดังกล่าวลดลงจากเดิมร้อยละ 14.9 เป็นร้อยละ 7.5
      ในปี 2549 ไทยส่งออกสินค้าผ้าทอที่ทำด้วยด้ายไนลอนซึ่งด้านหนึ่งเคลือบด้วย โพลิยูรีเทนมูลค่า 12.34 ล้านเหรียญสหรัฐ 
(431.9 ล้านบาท) โดยส่งออกไปยังสหรัฐฯ มูลค่า 1.62 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (56.7 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 13.39 ของมูลค่า
การส่งออกทั้งหมด และจากการเปลี่ยนแปลงการจำแนกพิกัดในครั้งนี้น่าจะเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยสามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ
มากขึ้นเนื่องจากภาษีนำเข้าลดลง
      รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อที่ สำนักป้องกันการแอบอ้างสิทธิ กรมการค้าต่างประเทศ โทร. สายด่วน 1385 โทร. 0-2547-5086 
โทรสาร 0-2547-4807
www.dft.moc.go.th, e-mail: textiledft@moc.go.th
จีนประกาศยกเลิกการคืนภาษีส่งออกสินค้าอาหาร
      นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ทางการค้าของประเทศสาธารณรัฐ
ประชาชนจีน พบว่า กระทรวงการคลังของจีนได้ประกาศยกเลิกการคืนภาษีส่งออกในสินค้าอาหารหลายชนิด ได้แก่ ธัญพืช
ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์แป้ง ครอบคลุมสินค้า 84 รายการ ระหว่างพิกัดศุลกากร 100110 ถึง พิกัดศุลกากร 120810 ซึ่งเดิม
ผู้ประกอบการสามารถขอคืนภาษีส่งออก (export rebate or vat rebate) ได้ที่ท่าเรือส่งออกสินค้า โดยกำหนดให้มีผลตั้งแต่วันที่
20 ธันวาคม 2550 เป็นต้นมา
      การกำหนดใช้มาตรการดังกล่าวของจีนเป็นการดำเนินการเพื่อยับยั้งราคาสินค้าอาหารในประเทศที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ
ผลจากการดำเนินมาตรการดังกล่าวยังเป็นอุปสรรคในการส่งออกสินค้าของจีนอีกทางหนึ่ง ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการส่งออก
ของไทยมีความได้เปรียบด้านราคาส่งออกอันเป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันส่งออกสินค้าดังกล่าวของไทยให้มากขึ้น ขณะเดียวกัน
ผู้นำเข้าของไทยที่นำเข้าสินค้าดังกล่าวจากจีนอาจจะได้รับผลกระทบด้านราคาที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถ
ตรวจสอบรายการสินค้าและอัตราภาษีที่จีนประกาศยกเลิกการคืนภาษีส่งออกได้ที่เวบไซต์
www.dft.go.th
ปี50 ผู้ประกอบการใช้สิทธิอาฟต้าเพิ่มขึ้น
      นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่าอาเซียนเป็นตลาดส่งออกสูงเป็นอันดับหนึ่งของไทย คิด
เป็นร้อยละ 21 ของการส่งออกรวมโดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2550 ไทยส่งออกไปอาเซียนมีมูลค่า 27,891.83 ล้านเหรียญ
สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 23.22 จากช่วงเดียวกันของปี 2549
      หากพิจารณาถึงการขอใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้อาฟต้า จะพบว่าผู้ประกอบการมีการยื่นขอใช้สิทธิเพิ่มขึ้นมาก 
โดยในปี 2550 (ม.ค.-ต.ค.) มีมูลค่าการใช้สิทธิพิเศษฯ ถึง 6,352.18 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ถึงร้อยละ 42.49 ซึ่งมีมูลค่าการใช้สิทธิพิเศษฯ 4,458.01 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
      สินค้าที่มีการใช้สิทธิสูงอยู่ในกลุ่มสินค้ายานยนต์ส่วนบุคคล ส่วนประกอบรถยนต์ ส่วนประกอบจักรยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ 
ส่วนประกอบเครื่องยนต์สันดาปภายใน แชมพู ตู้เย็น ส่วนประกอบตัวถังรถยนต์ โดยสินค้าที่มีมูลค่าสูง 5 อันดับแรก คือ รถยนต์บุคคล
กระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลบ.ซม. 454.69 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนประกอบรถยนต์ 403.02 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รถยนต์บุคคล
กระบอกสูบไม่เกิน 1,500 ลบ.ซม. 231.07 ล้านเหรียฐสหรัฐฯ  ส่วนประกอบรถจักรยานยนต์  207.88 ล้าน เหรียญสหรัฐฯ และ
ยานยนต์สำหรับขนส่ง 199.19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
      จากการปรับปรุงกฎแหล่งกำเนิดสินค้าอาเซียนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเพิ่มทางเลือกจากเดิมให้ใช้สัดส่วนมูลค่าเพิ่ม
ร้อยละ 40 เพียงอย่างเดียวให้มาใช้เกณฑ์การเปลี่ยนแปลงพิกัดศุลกากรในระดับ 4 หลัก (Change in Tariff Heading: CTH)
ได้ด้วย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่สิงหาคม 2550 จำนวน 1,453 รายการ ทำให้สินค้าหลายรายการที่ไม่ได้แหล่งกำเนิดตามกฎเดิม
สามารถใช้กฎใหม่เพื่อการส่งออกภายใต้สิทธิพิเศษของอาเซียนได้ ได้แก่ เครื่องรับโทรทัศน์สี อาหารสำเร็จรูป ประมงแปรรูป
วงจรพิมพ์ สิ่งทอ และเหล็ก เป็นต้น
      นอกจากนี้ยังมีสินค้าอีกกว่า 3,500 รายการ ที่อยู่ในระหว่างการปรับปรุงกฎ ซึ่งคาดว่ามีผลบังคับใช้ในไตรมาสแรกของปี 2551 
ดังนั้น ผู้ผลิต ผู้ส่งออกควรติดตามรายละเอียดอย่างใกล้ชิดเพื่อให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นแต้มต่อสำคัญ
ที่จะรักษาส่วนแบ่งตลาดของสินค้าไทยในตลาดอาเซียนไว้ได้ รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อที่สำนักส่งเสริมและพัฒนาสิทธิ
ประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ โทร. สายด่วน 1385 โทร. 0 2547 4872 โทรสาร 0 2547 4816
www.dft.go.th ,
e-mail :
tpdft.@moc.go.th
ศุลกากรสหรัฐฯ ประกาศเปลี่ยนแปลงพิกัดศุลกากรเกี่ยวกับผ้า
      นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550 หน่วยงานศุลกากรของสหรัฐฯ
(US Customs and Border Protection) ได้ออกประกาศเปลี่ยนแปลงการจำแนกพิกัดสินค้าผ้าทอที่ทำด้วยด้ายไนลอนซึ่งด้าน
หนึ่งเคลือบด้วย โพลิยูรีเทนจากเดิมที่จัดอยู่ภายใต้พิกัดศุลกากร (HTS) 5407.42.00.30 และ 5407.42.00.60 เป็นพิกัด
5903.20.25.00 และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นไป ทั้งนี้ จากการเปลี่ยนแปลงพิกัดศุลกากรในครั้งนี้
จะส่งผลให้ภาษีนำเข้าสินค้าดังกล่าวลดลงจากเดิมร้อยละ 14.9 เป็นร้อยละ 7.5
      ในปี 2549 ไทยส่งออกสินค้าผ้าทอที่ทำด้วยด้ายไนลอนซึ่งด้านหนึ่งเคลือบด้วย โพลิยูรีเทนมูลค่า 12.34 ล้านเหรียญสหรัฐ 
(431.9 ล้านบาท) โดยส่งออกไปยังสหรัฐฯ มูลค่า 1.62 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (56.7 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 13.39 ของมูลค่า
การส่งออกทั้งหมด และจากการเปลี่ยนแปลงการจำแนกพิกัดในครั้งนี้น่าจะเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยสามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ
มากขึ้นเนื่องจากภาษีนำเข้าลดลง
อียูกำหนดเงื่อนไข CSR สำหรับการนำเข้าสินค้า
      นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเปิดเผยว่า ความรับผิดชอบของบริษัทและองค์กรธุรกิจต่อสังคมและ
สิ่งแวดล้อมหรือ Corporate Social Responsibility (CSR) กำลังเป็นแนวคิดที่ คณะกรรมาธิการยุโรปได้พยายามผลักดันให้เป็น
ที่ยอมรับและแพร่หลายมากขึ้นในเวทีโลก รวมทั้งเร่งส่งเสริมความตระหนักและการมีส่วนร่วมทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัท
ควบคู่ไปกับการดำเนินการทางธุรกิจบนพื้นฐานของความสมัครใจ นอกเหนือจากการมอง CSR เป็นเพียงการจัดกิจกรรมเพื่อคืน
กำไรแก่สังคม อาทิ เรื่องสวัสดิภาพแรงงาน ความเท่าเทียมกัน การคุ้มครองแรงงานเด็ก สิทธิมนุษยชน และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม
ส่งผลให้ภาคธุรกิจอียูตื่นตัวและหันมาปรับใช้แนวคิด CSR มากขึ้น
      โดยภาคเอกชนอียูได้พยายามจัดทำแนวปฏิบัติ (Code of Conduct) ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ประเทศนอกอียูที่ผลิตสินค้าจำหน่าย
ให้อียูได้เข้าใจและปฏิบัติตามได้ง่ายขึ้น เช่น มี Business Social Compliance Initiative (BSCI) เป็นเวทีให้สมาชิกซึ่งมีจำนวน
91 บริษัท ในสาขาต่างๆ เช่น สิ่งทอ รองเท้า เครื่องประดับและอัญมณี ของเด็กเล่น เครื่องกีฬา เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ก่อสร้าง
และอาหาร ได้หารือร่วมกันในเรื่อง Code of Conduct และระบบการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรฐานสังคม
(Common monitoring system) ขณะเดียวกันกระแสความสนใจของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าที่แสดงความรับผิดชอบ
ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมก็มีมากขึ้นด้วย ดังนั้น ในอนาคตบริษัทและองค์กรธุรกิจทั้งที่อยู่ในอียูและนอกอียู รวมทั้ง Suppliers
ตลอดห่วงโซ่อุปทานจะต้องดำเนินกิจกรรมที่ดูแลรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย มิฉะนั้นภาคเอกชนของอียูอาจจะ
ไม่ทำธุรกิจด้วย
      ในส่วนของประเทศไทยขณะนี้ก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง CSR เช่นกัน โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
ได้จัดตั้งตั้งคณะกรรมการวิชาการ (National Mirror Committee) ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ เอกชน NGOs
แรงงานและผู้บริโภค เพื่อร่วมพิจารณาให้ข้อคิดเห็นต่อร่างมาตรฐานสากลว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จ
ในปี 2552 ร่างดังกล่าวครอบคลุมแนวทางปฏิบัติที่ดีด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน แรงงาน ความซื่อตรงในการดำเนินธุรกิจ
ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค การมีส่วนร่วมในสังคม และหลักธรรมาภิบาลขององค์กร ทั้งนี้ หากร่างมาตรฐานสากลดังกล่าว
เสร็จสมบูรณ์แล้ว ภาคเอกชนก็สามารถนำมาปรับใช้โดยไม่ต้องกำหนดแนวปฏิบัติขึ้นเอง ซึ่งขณะนี้ผู้ประกอบการไทยหลาย
บริษัทก็สนับสนุนแนวคิด CSR และใช้ในการดำเนินธุรกิจด้วย เช่น ปูนซีเมนต์ไทย บางจากปิโตรเลียม เป็นต้น
      อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันอียูยังไม่ได้กำหนดมาตรฐานหรือกฎระเบียบเรื่องดังกล่าวเป็นกฎหมาย 
แต่ส่งเสริมให้บริษัทรวมทั้ง SMEs หันมาให้ความสำคัญกับเรื่อง CSR มากขึ้น นอกจากนี้ ธุรกิจใหญ่ ๆ ได้กำหนดให้มีเรื่อง CSR
รวมอยู่ในนโยบายการค้าและการลงทุนแล้ว ดังนั้น การทำสัญญากับบริษัทใหญ่ ๆ เช่น ธุรกิจ IT อาจนำเรื่อง CSR ผนวกอยู่
ในสัญญาของบริษัทดังกล่าวด้วย หรือในธุรกิจรถยนต์อาจกำหนดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่รถยนต์นำเข้าจะปลดปล่อยใน
อากาศได้ ซึ่งไทยจะต้องผลิตให้ได้มาตรฐานด้วย อย่างไรก็ดี คณะกรรมาธิการยุโรปย้ำว่าจะไม่กำหนดมาตรฐานและแนวทาง
ในระดับอียู เนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของภาครัฐ แต่คณะกรรมาธิการยุโรปจะยังคงมีบทบาทในการส่งเสริมให้บริษัทในอียูนำ
แนวคิด CSR มาปรับใช้ในธุรกิจมากขึ้น
      ในปี 2549 อียูนำเข้าสินค้าจากไทยมูลค่า 14,570 ล้านยูโร ปี 2550 (ม.ค.- ส.ค.) นำเข้ามูลค่า 10,814 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น
ร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ในปี 2549 อียูส่งออกสินค้ามาประเทศไทยมูลค่า 7,136 ล้านยูโร ปี 2550 (ม.ค.-ส.ค.)
ส่งออกมูลค่า 4,946 ล้านยูโร เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้น ผู้ประกอบการของไทยโดยเฉพาะ
SMEs จึงควรระมัดระวังในการทำสัญญาธุรกิจการค้ากับฝ่ายอียูที่อาจนำเรื่อง CSR มาผนวกเป็นเงื่อนไขในการทำการค้าด้วย
กรมส่งเสริมการส่งออกหนุนอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์เร่งผลักดันแบรนด์ไทย 
      นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการส่งออกเล็งเห็นถึง
ความสำคัญในการผลักดันให้ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไทยสามารถปรับตัว เพื่อรับมือกับภาวะการแข่งขันจากประเทศจีนและเวียดนาม
จึงได้จัดทำยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยได้ดำเนินงานตามโครงการต่างๆ มา
อย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการจากแนวคิด....สู่แนวค้า เพื่อพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทย การส่งเสริมให้ปลูก
ไม้ยางพาราและหวายป้อนสู่กระบวนการผลิต โครงการพัฒนานักออกแบบรุ่นใหม่ การจัดการอบรมความรู้ด้านเทคโนโลยีให้
กับผู้ผลิต ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมการค้า การส่งออกต่างๆ เป็นต้น
      ล่าสุดได้เตรียมจัดงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ 2551 (Thailand International Furniture Fair 2008) ขึ้นเป็นปีที่ 12 
เพื่อให้เป็นเวทีสำคัญในการโชว์ศักยภาพโดยรวมของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทยที่มีความพรั่งพร้อมใน
ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการจัดหาวัสดุที่หลากหลายทั้งไม้ยางพารา ไม้สัก หวาย ผักตบชวาและโลหะ ความโดดเด่น
ด้านการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ ทันสมัยและตรงกับความต้องการของตลาด คุณภาพและความประณีตของช่างฝีมือไทย
ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของผู้ประกอบการไทยที่สามารถรองรับการผลิตได้ตามความ
ต้องการของผู้บริโภค
      งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ 2551 หรือ Thailand International Furniture Fair 2008 (TIFF 2008) กำหนดจัดขึ้น 
ณ อาคารชาแลนเจอร์ 2-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในระหว่างวันที่ 12–16 มีนาคม 2551
โดยวันที่ 12-14 มีนาคม 2551 เป็นวันเจรจาการค้า และ วันที่ 15-16 มีนาคม 2551 เป็นวันจำหน่ายปลีก สนใจสอบถาม
รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักกิจกรรมงานแสดงสินค้า กรมส่งเสริมการส่งออก โทร. 02 512 0093 ถึง 104 ต่อ 266, 271
แฟกซ์ 02 512 2234
ผลสำรวจปลายปีผู้โดยสารพอใจมากขึ้นในการใช้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
      นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า
เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้มีการจัดทำโครงการสำรวจความความพึงพอใจของผู้โดยสารที่มี
ต่อคุณภาพการบริการด้านต่าง ๆ ภายใน ทสภ. รวมทั้งสิ้น 2 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. 50 และครั้งที่ 2
ในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค.50 พบว่าจากการประเมินผลสำรวจครั้งล่าสุด ผู้โดยสารรู้สึกพอใจในการใช้บริการของ ทสภ. ใน
ด้านต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ ด้าน อาทิ ความเพียงพอและความสะอาดในการใช้ห้องน้ำ ความสะดวกสบายของบริเวณ
พื้นที่นั่งพักรอขึ้นเครื่อง ความสุภาพและการช่วยเหลือของพนักงานท่าอากาศยาน การเดินทางเข้าสู่ท่าอากาศยานที่มี
ความสะดวก สบายมากยิ่งขึ้น การให้บริการด้านร้านค้า และร้านอาหารต่าง ๆ ภายในท่าอากาศยาน โดยหัวข้อที่ผู้โดยสาร
เห็นว่ามีการให้บริการที่ดีที่สุด คือ ความสะอาดภายในอาคารผู้โดยสาร โดยได้คะแนนสูงถึง 4.25 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน
การจัดทำโครงการสำรวจคุณภาพการบริการของท่าอากาศยานในครั้งนี้ ได้มีการจัดทำแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 5 ภาษา
ด้วยกัน คือ ภาษาอังกฤษ ไทย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดทำ เพื่อประเมินคุณภาพการให้บริการ
ในด้านต่าง ๆ ของ ท่าอากาศยาน โดยมีหัวข้อคำถามดังนี้ 1. การเดินทางมาท่าอากาศยาน ได้แก่ ระบบการขนส่งภาคพื้น
ดินเข้า-ออกท่าอากาศยาน ความเพียงพอของที่จอดรถ 2. การตรวจบัตรโดยสาร ได้แก่ ระยะเวลาการเข้าแถว ความสุภาพ
และประสิทธิภาพของพนักงานตรวจบัตรโดยสาร 3. การหาหนทางภายในท่าอากาศยาน ได้แก่ ความยากง่ายในการหาหน
ทางในท่าอากาศยาน หน้าจอแสดงข้อมูลเที่ยวบิน 4. สิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยาน ได้แก่ ความสุภาพและการ
ช่วยเหลือของพนักงานท่าอากาศยาน ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าปลอดอากร และร้านค้าอื่น ๆ การให้บริการด้านโทรศัพท์ /
อินเทอร์เน็ต ความเพียงพอและความสะอาดของห้องสุขา ความสะดวกสบายของบริเวณที่พักรอขึ้นเครื่อง 5. ความปลอดภัย
และการตรวจคนเข้าเมือง ได้แก่ ระยะเวลาการเข้าตรวจแถวบัตรโดยสาร ประสิทธิภาพและความสุภาพของพนักงานตรวจบัตร
โดยสาร 6. สภาพแวดล้อมของท่าอากาศยาน ได้แก่ ความสะอาดและบรรยากาศโดยรวมของท่าอากาศยาน เป็นต้น โดย
การประเมินผลในแต่ละครั้งจะได้มาจากแบบสอบถามจำนวนทั้งสิ้น 1,000 ตัวอย่าง
      ทั้งนี้จากการทำการสำรวจในครั้งแรก (ก.ค.-ก.ย.50) พบว่า ผู้โดยสารให้คะแนนความพึงพอใจในการใช้บริการต่าง ๆ 
ภายใน ทสภ. โดยภาพรวมอยู่ที่ 3.82 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน โดยการบริการที่ผู้โดยสารเห็นควรให้ปรับปรุงมากที่สุด
คือ ห้องน้ำและระยะทางของทางเดินภายในอาคารผู้โดยสาร ซึ่ง ทสภ. ได้นำผลสำรวจที่ได้ดังกล่าว มาใช้เป็นแนวทางใน
การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกและการให้บริการต่าง ๆ ภายใน ทสภ. ให้ดีขึ้น และได้มีการจัดทำการสำรวจความคิดเห็น
ของผู้โดยสารขึ้นมาอีกครั้งในช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค.50 ซึ่งทำให้ทราบว่าผู้โดยสารรู้สึกพึงพอใจในคุณภาพการให้บริการด้าน
ต่าง ๆ ของ ทสภ. เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ด้าน
      อย่างไรก็ตาม ทสภ. ยังมีข้อบกพร่องที่จะต้องเร่งแก้ไขในหลาย ๆ ด้าน ทั้งนี้ ทสภ. ยังคงมีแผนที่จะทำการสำรวจความ
พึงพอใจของผู้โดยสารที่มีต่อการใช้บริการภายใน ทสภ. อย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ๆ เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุง
และพัฒนาการให้บริการต่าง ๆ ให้ดีขึ้นไปอีก เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความพึงพอใจสูงสุดในการใช้บริการที่ ทสภ. ซึ่งจะมี
ส่วนทำให้ ทสภ. สามารถก้าวขึ้นเป็นท่าอากาศยานที่มีการให้บริการดีเด่นติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกในปี 2552 นี้
กสท หนุนศุลกากรเปิดช่องชำระภาษีผ่าน e-Payment
      นายสมยศ ธนพิรุณธร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มบริการส่วนกลาง บมจ.กสท โทรคมนาคม (CAT TELECOM)
ในฐานะผู้ให้บริการ EDI Gatewayรายใหญ่ที่ดูแลการเชื่อมโยงระบบสื่อสารให้กับกรมศุลกากร เปิดเผยว่าบริษัทฯได้
สนับสนุนเทคโนโลยีสื่อสารรองรับนโยบายกรมศุลกากรในการเปิดบริการ e-Payment ให้ผู้ประกอบการสามารถชำระ
ภาษีด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ “การใช้บริการ e-Payment ความปลอดภัยของข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด ซึ่งบริษัทฯได้นำ
เทคโนโลยีสื่อสารข้อมูลระดับสูง ที่มั่นใจได้และเป็นมาตรฐานสากลคือ ebXML มาใช้เชื่อมโยงระบบข้อมูลของ e-Payment
โดยระบบดังกล่าวสามารถให้บริการแล้วในวันนี้ และพร้อมที่จะพัฒนาสู่การให้บริการผ่านระบบหน้าต่างเดียวหรือ National
Single Window (NSW) ซึ่งเป็นระบบใหญ่สำหรับรองรับการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคในอนาคต
      ระบบ e-Payment เป็นก้าวสำคัญของโครงการศุลกากรไร้เอกสารหรือ e-Customs ที่จะผลักดันพิธีการศุลกากรสู่ระบบ 
Paperless เต็มทั้งระบบ ซึ่งวันนี้มีธนาคารเข้าร่วมกับกรมศุลกากรและให้บริการ e-Payment แล้วสี่ราย คือ กรุงไทย
ไทยธนาคาร ซิตี้แบงก์ และซูมิโตโมมิตซุย ทั้งนี้จะสามารถรองรับพิกัดภาษีใหม่ในปีหน้าตามประกาศกระทรวงการคลัง
ซึ่งตัวเลขเพิ่มเป็นแปดหลักด้วย
      ซึ่งเมื่อใช้พิกัดใหม่ e-Payment ตั้งแต่ต้นปี 2551 จะเป็นช่องทางสำคัญให้ผู้ประกอบการชำระภาษีได้อย่างสะดวกและ
ปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีภาระภาษีค่อนข้างมากจะไม่จำเป็นต้องนำเงินมาชำระที่กรมซึ่งต้องผ่านขั้นตอน
เอกสารมากมาย แต่สามารถจะใช้ e-Payment ทำได้จนจบกระบวนการซึ่งรวดเร็วกว่าและทำให้การออกสินค้าเร็วขึ้นมาก

 

จำนวนคนอ่าน 5789  คน

ความคิดเห็น

  • ztlwgidi เขียน :

    bRgPxT , [url=http://svlhjtgyncvv.com/]svlhjtgyncvv[/url], [link=http://hdqiqehyvcsv.com/]hdqiqehyvcsv[/link], http://ozlrabakcvid.com/

  • bmbgmeoito เขียน :

    terbinafin tablet

    terbinafin clotrimazol prishvader.site
    uDNYrk , [url=http://pqzwoscwefvb.com/]pqzwoscwefvb[/url], [link=http://ubivhxgicbkc.com/]ubivhxgicbkc[/link], http://fbpenwlpllhj.com/

  • Roxie เขียน :

    amlodipine

    amlodipin open
    I wanted to spend a munite to thank you for this.

แสดงความคิดเห็น

:: โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางโลกการค้าออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวด

พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ มีตัวหนังสืออยู่ในรูปภาพนี้